Skip to content

Phuketdata

default color
Home arrow Search
หลีเป๊ะบอกเล่า PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย ปาณิศรา ชูผล มทศ.   
อาทิตย์, 17 สิงหาคม 2008

ไปเยี่ยมพี่น้องชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะ

 

 วันที่ 4 - 7 ธ.ค.2549 พวกเราชาว ARF ภูเก็ต มี ผศ.สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ นำทีม พี่รุ่ง(อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร)เป็นลูกคู่และพวกเราประกอบด้วย อ.ปรานี แจ๋วและสิงโตเป็นลูกทัวร์  ได้มีโอกาสไปเยี่ยมพี่น้องชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล เพื่อศึกษาวิถีชีวิตชาวเลและการจัดการหลักสูตรท้องถิ่นชาวเลที่ โรงเรียนบ้านเกาะอาดัง


 รวบรัดตัดความจากการเดินทางฝ่าลมฝนพายุทุเรียนบนท้ายกะบะรถปิคอัพและเกลียวคลื่นของอันดามันพวกเราก็มาถึงเกาะหลีเป๊ะ  ความรู้สึกแรกของฉันก็คือรู้สึกเหมือนจากเกาะภูเก็ตมาเยี่ยมญาติที่เกาะหลีเป๊ะ  หน้าตา  ภาษาพูดเหมือนชาวแหลมตุ๊กแก ราไวย์ สะปำอย่างไงอย่างนั้น  พอลำดับญาติกันไปมาก็ญาติพี่น้องกับชาวเลภูเก็ตทั้งนั้น  คนนี้น้องแม่ขวัญใจสะปำ  คนนั้นลูกพี่ลูกน้องพี่วันตินราไวย์  อีกคนก็หลานแม่จิ้วแหลมตุ๊กแก ฯลฯ แต่ที่ต่างจากพี่น้องชาวเลภูเก็ต  ก็ชาวเลเกาะหลีเป๊ะจะเรียกตัวเองว่า “อูรักมาโว้ย” อูรัก แปลว่า คน  มาโว้ย แปลว่า เกาะ รวมกันแปลว่าชาวเกาะ  เวลาไม่พอใจก็ว่าคนอื่นเป็นคนไทย  ตัวเองเป็นชาวเกาะ  หมายความว่าอย่างไรคิดเอาเองก็แล้วกัน  ส่วนพี่น้องชาวเลที่ภูเก็ตจะเรียกตัวเองว่า “อูรักลาโว้ย” อูรัก แปลว่า

  

คน  ลาโว้ย แปลว่า ทะเล รวมกันแปลว่าชาวเล  และความต่างจากชาวเลเกาะภูเก็ตของชาวเลเกาะหลีเป๊ะที่น่าประทับใจอีก 2 อย่างก็คือ ความเป็นมิตร ฉันไปนั่งคุยบ้านไหน มีแต่คนอยากคุยด้วยไม่มีลุกเดินหนีและความสะอาดของบริเวณบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนหาดทรายเหมือราไวย์ แหลมตุ๊กแก บริเวณบ้านได้รับการปัดกวาด สะอาดสะอ้านไม่มีใบไม้ ถุงพลาสติกสกปรกรุงรัง หรือน้ำเสียเน่าขัง  ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะที่หลีเป๊ะมีพื้นที่กว้างพอให้บ้านไม่แออัดชิดเกินไปเหมือนที่ภูเก็ต  หรือคนอื่นคิดว่าอย่างไรช่วยกันแสดงความคิดเห็นด้วย
 ชาวเลเกาะหลีเป๊ะมีทั้งหมด 185 ครัวเรือน ประมาณ 1,000 กว่าคน  สภาพชีวิตค่อนข้างผ่อนคลาย สบายกว่าชาวเลภูเก็ตมาก  ฉันคิดว่าอาจจะเป็นเพราะชาวเลภูเก็ตถูกกดดันมากเนื่องจากความแตกต่างของเชื้อชาติและความเป็นคนกลุ่มน้อยเลทำให้ชาวเลภูเก็ตเครียดกว่าชาวเลเกาะหลีเป๊ะ  ซึ่งคนบนเกาะหลีเป๊ะส่วนใหญ่เป็นชาวเลยกเว้นนักท่องเที่ยว  แต่ที่ชาวเลเกาะภูเก็ตน่าจะมีความสุขมากกว่าชาวเลเกาะหลีเป๊ะก็คือของที่ภูเก็ตราคาถูกกว่าที่หลีเป๊ะมาก  และที่เป็นเรื่องแปลกสำหรับฉัน ( อีกแล้ว ) ก็คือที่เกาะหลีเป๊ะไม่มีอาหารทะเลขาย  เพราะเมื่อชาวเลได้ปลามาก็จะขายส่งกับเถ้าแก่จนหมดจะเก็บไว้กินเองหรือแบ่งกับเพื่อนบ้านเท่านั้น  ไม่มีขายปลีกบนเกาะ  ดังนั้นฉันต้องผิดหวังเพราะตั้งใจว่ามาหลีเป๊ะจะต้องกินอาหารทะเลให้หายอยาก  พอไม่มีฉันเลยไปดำน้ำดูปะการังหน้าเกาะให้หายแค้น


 หน้าเกาะหลีเป๊ะมีแนวปะการังน้ำตื้นอยู่  แต่เป็นที่น่าเสียดาย ( อีกแล้ว ) ฉันมาช้าเกินไป 10 ปี  ฉันวาดภาพว่าถ้าฉันมาเร็วกว่านี้สัก 10 ปี ฉันคงได้เห็นแนวปะการังที่สวยงาม  ฝูงปลาที่สดใส  แต่จากร่องรอยและสภาพที่ฉันดำน้ำเห็น  ฉันเห็นสุสานปะการังที่หักพัง  ฝูงปลาที่เหลือน้อย  ถ้าดูจากสภาพแวดล้อมฉันคิดว่าน่าจะมาจากท้องเรือที่ชนปะการัง บ้าง  ชาวเลและนักท่องเที่ยวที่มาเหยียบหักปะการังบ้าง  ตะกอนทรายจากเรือกิจกรรมดำน้ำที่มาทับถมปะการังและอีกมากมายหลายสาเหตุที่ฉันไม่อยากรู้เลยทำให้ปะการัง เปลี่ยนไป  แต่ก็ยังดีกว่าอีกหลายแห่งที่ฉันเคยผ่านมาชม  ยังพอมีปลาการ์ตูนนีโม่ในดงหญ้าทะเลมาจ้องตากับฉันบ้าง  หนอนทะเลสีส้ม น้ำเงินสดใสที่พอแหย่นิ้วใกล้ ๆ หดตัวบ้าง  ฟองน้ำอ่อนสีเทคนิคคัลเลอร์สดใส  ปะการังเขากวาง  ปะการังโขด  ปะการังรูปพัดให้เห็นพอหายอยากบ้าง  และที่ฉันไม่อยากเจอแต่ได้เจอ (อีกแล้ว) ก็ปลิงทะเลน่าเกลียดสีดำ  กับเม่นทะเล ที่เห็นแล้วต้องรีบไปไกล ๆ แต่ชีวิตฉันคงมีคลื่นแม่เหล็กดึงดูดโชคร้าย ประเภทลงชุมชนก็โดนหมาไล่กัด  เดินป่าถูกตำแยช้าง  เที่ยวนี้ก็เลยเจอแตนทะเลเอาเข้า  ชาวบ้านบอกว่าตัวมันเล็กเท่าเส้นผมมองไม่เห็นแต่ฉันรู้สึกตัวชา เจ็บจี๊ดเดียว  ตอนดำน้ำเลยไม่สนใจ  แต่พอกลับขึ้นมากลับพบรอยผื่นเป็นปื้นใหญ่ ตั้งหลายวันกว่าจะจางหายได้


 เขียนบทนำตั้งนานยังไม่ได้เล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวเลเกาะหลีเป๊ะแล้วก็เรื่องหลักสูตรท้องถิ่นที่ไปดูงานเลย  แต่วันนี้ง่วงนอนแล้ว  ใครอยากอ่านโปรดติดตามตอนต่อไปก็แล้วกัน   พรุ่งนี้ต้องไปสอนเด็กถักกำไลข้อมืออีก  ไปนอนก่อนละ ราตรีสวัสดิ์


เรื่องเล่าจาก...หลีเป๊ะ

 

อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร

 

 ได้อ่านบทความของคุณศจี..ผู้ประสานงานมูลนิธิทรัพยากรเอเชีย...แล้วรู้สึกกระตุ้นต่อมขยันขึ้นมาจิ๊ด ๆ  ประมาณว่าชั้นไม่ยอมแพ้ละนะ ..คุณศจีเม้าส์มา ชั้นจะเม้าส์บ้าง...แหมไม่น้อยหน้ากันเลยเนอะ...


 4-7 ธันวาคม 2549  ฝันที่เป็นจริงด้วยความอนุเคราะห์จากมูลนิธิทรัพยากรเอเชีย ทำให้ฉันได้เดินทางกลับไปเยือนเกาะหลีเป๊ะเป็นครั้งที่ 2  ครั้งแรกเมื่อปี 2533  โห...ไม่อยากจะบอกเลยว่าเมื่อสมัยช้านนนนนนนนนน..เปงวัยรุ่นง่ะ (อิอิ)


 เดินทางจากภูเก็ตตอนเกือบ 2 ทุ่มของวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2549   มี  6 ชีวิตโดยรถกะบะมาสด้าของมูลนิธิ ฯ  กับโชเฟอร์ฝีมือดีหนุ่มสิงห์โต จากดินแดนภูเรือ มาไกลจากจังหวัดเลยแน่ะ  ... แต่ฝีมือขับรถน้องเยี่ยมมาก ขอบอก ครั้งหลังพี่คงไม่รีรอที่ใช้บริการน้องอีกแน่ ๆ


 หนุ่มสิงห์โต ห้อรถมาด้วยลีลานุ่มนวลแต่รวดเร็ว กับม้วนเพลงม้วนเดียวที่ฉันกับแจ๋วฟังกันจนแทบจะร้องได้ทุกเพลงเพราะมันวนไปเวียนมาจนมาถึงบ้านหยงสตาร์  จังหวัดตรัง อันเป็นที่พำนักคืนแรกของพวกเรา


 8 โมงเช้าออกจากบ้านหยงสตาร์  อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มุ่งหน้าไปท่าเทียบเรือปากบารา   อำเภอละงู  จังหวัดสตูล  ด้วยเวลา 45 นาที ไม่ขาดไม่เกินไปจากนี้...โอ้พระเจ้า  สิงห์โตทำได้อย่างไร???
 ถึงท่าเทียบเรือปากบารา  ติดต่อเรื่องเรือเดินทาง  ได้เรือเที่ยว 10.30 น. ถึงเวลาลงเรือต่างคนก็สพายเป้ของตัวเอง  หอบของกันพะรุงพะรัง (ยกเว้นของกิน) ลงเรือทัวร์   พระเจ้าช่วยกล้วยทอด  ..11 โมงแล้วเรือยังไม่ได้เคลื่อนออกจากฝั่ง  แถมแอร์ในเรือยังเสียอีก มันร้อนสะบัดจนปวดหัวไปหมด ..ออกอาการมึน  ผู้ร่วมขบวนทัวร์ชักจะหงุดหงิด  เลยมีอาการต่อว่ากันพอหอมปากหอมคอ  ส่วนตัวข้าพเจ้านั่งเฉย เพราะมีคนโวยวายแทนแล้ว (ฮ่าๆๆๆๆ)


 ขึ้นเรือปุ๊บ  ตัวฉันกับแจ๋วก็หลับปั๊บ  คนอื่นออกไปรับลมชมคลื่นกันที่ชั้น 2 ของเรือ แต่สำหรับตัวฉันขอบาย  เพราะตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าเป็นสาวน้อยลงก็ชักจะกลัวแดดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะเกรงว่าถ้าดำแล้วจะคืนกลับสีเดิมยากส์...


 หลับบ้างตื่นบ้าง จนเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เรือมาลอยลำอยู่ที่เกาะตะรุเตา  พรรคพวกมาสอบถามความเห็นกันว่าจะลงหรือไม่  ตัวฉันนั้นมาตะรุเตา 2 ครั้งแล้ว เลยเฉย ๆ ลงก็ได้ไม่ลงก็ดี สรุปว่าทุกคนไม่ลงจะนั่งต่อไปเกาะอาดัง และพักที่เกาะอาดังทีเดียว  นั่งเรือต่อ ฉันก็นั่งสมาธิต่อทันที  เหลือบมองผู้ร่วมเดินทางเก้าอี้ตัวข้างหน้า  ทำไมเค้าเก่งจริง ๆ เห็นอ่านหนังสือมาตั้งแต่ท่าเรือจนผ่านเกาะตะรุเตาแล้ว  เค้ายังนั่งอ่าน ๆ ขีด ๆ  อยู่เลย ไม่เวียนหัวบ้างหรือไร ทั้ง ๆ ที่ดูอายุอานามแล้วก็คงจะมากกว่าฉันเกินทศวรรษแน่


 พอเข้าเขตอุทยานแห่งชาติเกาะอาดัง  ตัวฉันก็พลันตื่นขึ้นมารำลึกนึกถึงความหลังเมื่อครั้งแรกที่ได้มาเยือน  อดีตมันหลั่งไหลพรั่งพรูมาจากไหนยังกะทำนบกั้นน้ำแตก  ภาพฉายชัดยังกะเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปไม่นาน  ยังนึกถึงน้ำที่ใสแจ๋วในทะเลที่ตัวเองมีโอกาสได้มุดหัวลงไปดูปะการัง โดยอาศัยเกาะเชือกที่ติดกับเรือ  และมีพี่ที่เป็นลูกเรือคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ตอนนี้ใต้ทะเลจะสวยแบบนั้นอีกไหมหนอ  นึก ๆ แล้วก็อยากจะมุดหัวลงไปดูซะเลยตอนนั้น..


 แต่แล้ว....ตัวฉันเองก็ทำให้การตัดสินใจนอนค้างที่เกาะอาดังต้องพลันเปลี่ยน (อีกแล้ว) เพราะฉันเกิดความรู้สึกว่า  มันต้องเหงาแน่ ๆ ที่เกาะอาดังเพราะเป็นเขตอุทยาน แล้วจะมีใครมาพัก  ดูคนในเรือที่มาด้วยกันก็ไม่กี่ชีวิต  คิดได้ดังนั้นฉันเริ่มล้างสมองพลพรรคที่มาด้วยกันด้วยเหตุผลอย่างโน้นอย่างนี้  จนทุกคนยอมว่า...คืนนี้..เราจะไปพักกันบนเกาะหลีเป๊ะ ..แทแร่ม ๆๆๆๆๆๆ


 วันนี้ขอพักเรื่องไว้ ณ ตรงนี้ เพื่อแข่งกับคุณศจีต่อ....คุณศจีทะยอยลงตอนสองเมื่อไหร่ เราก็จะทะยอยลงเมื่อได้ (ฮาๆๆๆ)...
 


เรื่องเล่าจากหลีเป๊ะ (ภาค ๒)

 

อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร

 

 วันนี้ฤกษ์งามยามดีได้มีโอกาสนั่งหน้าคอม ฯ ไหน ๆ ก็นั่งแล้ว ละเลงเรื่องเล่าจากหลีเป๊ะ (ภาค ๒)   ต่อดีกว่า  จะคอยคุณศจี เค้าก็บอกว่า...พี่ล่วงหน้าไปก่อนเหอะ จีไม่ไหวแล้ว งานมันรัดคอ เอ๊ยรัดตัวเหลือเกิน ได้  เมื่อคุณขอเราจัดให้สิ่งที่คุณต้องการเดี๋ยวนี้…..
 เรือลอยลำมาถึงหน้าเกาะอาดัง  หลังจากที่ตกลงปลงใจว่าจะไม่พักที่เกาะอาดัง  แต่จะไปพักที่เกาะหลีเป๊ะแทน  เพราะสมาชิกคนอื่น ๆ ที่ร่วมโดยสารมาในเรือเดียวกันก็ไม่เห็นมีใครลงที่เกาะอาดังสักคน  (แสดงว่าเราคิดได้และคิดดี)  เรือก็มาจอดทอดสมอหน้าเกาะหลีเป๊ะแต่ห่างจากเกาะมาพอประมาณ เพราะเป็นเรือใหญ่ไม่สามารถไปจอดหน้าเกาะได้  จึงเป็นภาระของเรือหางยาว ที่ต้องมารับลูกทัวร์ขนถ่ายจากเรือใหญ่เพื่อไปส่งที่เกาะหลีเป๊ะอีกทอดหนึ่ง


 ลงเรือทัวร์ขึ้นเรือหางยาวรวม 9 คน นั่งมาประมาณ 15 นาที  สมาชิกกลุ่มแรกก็ลงที่หน้าหาดอีกฝั่งหนึ่ง ที่หน้าบังกะโลชื่ออันดามัน  ลงไปแล้ว 3 เหลือพวกเรา 6  พี่ที่ลงไปก่อนฝากบอกคนขับเรือว่าให้ไปส่งคณะของพวกเราที่ฝั่งหน้าโรงเรียนบ้านเกาะอาดัง (แปลก ! ชื่อโรงเรียนบ้านเกาะอาดังแต่โรงเรียนตั้งอยู่บนเกาะหลีเป๊ะ)    ตอนที่นั่งในเรือด้วยสายตาที่ซุกซนของฉันก็เหลือบไปเห็นปลาหางแข็งสด ๆ กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในระวางเรือ  ปลาสด ๆ ที่เพิ่งขึ้นมาจากทะเล ตัวแน่น ๆ ตาใสๆ หาดูได้ไม่ง่ายนักในตลาดของสังคมคนเมืองอย่างพวกเรา  อย่ากระนั้นเลย ด้วยมีวาจาเป็นอาวุธประจำตัวอยู่แล้ว ก็ได้ลั่นวาจาขอซื้อปลาจากคนขับเรือเพื่อเอามาย่างกินตอนค่ำ ๆ ตามความปรารถนาของคุณศจีที่พูดมาในเรือว่าอยากทานของทะเลสด ๆ  คนขับเรือบอกว่าไม่ขายเพราะตกเบ็ดไปกินเองที่บ้าน แต่ฉันก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะให้สมาชิกได้รับประทานปลาสด ๆ ก็เลยชักแม่น้ำทั้งห้าทั้งสิบมากล่อม  จนคนขับเรือคงรำคาญเลยบอกให้ฟรี ๆๆ  (ฮ่าๆๆๆ)  บอกแล้วว่า สามารถ ....


 ได้ปลามา 2 -3 ตัว แจ๋วจ่ายค่าเรือไปคนละ 30 บาท (นึกในใจ แพงว่ะ แต่ทำไงได้เพราะไม่สามารถว่ายน้ำมาถึงเกาะหลีเป๊ะ ยังไงก็ต้องจ่าย)  ทุกคนหอบหิ้วของตรงดิ่งไปยังโรงเรียนบ้านเกาะอาดัง  ถามหาครูต้อมที่คุณศจีประสานมา   นักเรียนบอกครูต้อมอยู่ที่ศาลารวมใจ (ไม่แน่ใจว่าจำชื่อผิดหรือถูก)   พวกเราบางคนก็ตามนักเรียนไปหาครูต้อมที่ศาลา รวมทั้งตัวฉันด้วย  ไปเจอครูกำลังสอนนักเรียนอยู่บนศาลาจริง ๆ บรรยากาศดีมาก  คุณศจีก็แนะนำสมัครพรรคพวกกันเป็นที่เรียบร้อย ฉันถามหาที่พักทันทีจากคุณครู  คุณครูบอกว่า บ้านพักครูเต็มไม่สามารถรับรองพวกเราได้   แป่ว ...คิดว่ามูลนิธิ ฯ จะได้ประหยัดเงิน


 ไม่เป็นไร ....คุณครูบอกที่พักมีหลายที่ หลายราคา  สามารถเลือกได้    เอาละ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว  อยากเก็บของเข้าที่พักแล้วล่ะ ตกลงมาเช็คอินน์ที่บังกะโลใกล้ ๆ โรงเรียน  ได้บ้านไกลสุดติดกับหมู่บ้านชาวเล ....ดีจังจะได้ผสมกลมกลืน ได้ดูวิถีชีวิตจริง ๆ ของพวกเค้าทั้งกลางวันกลางคืน  คงได้บรรยากาศดีสุด ๆ


 เข้าที่พักเรียบร้อย  พวกเราต่างคนก็ต่างหิว เลยตกลงกันว่าจะไปหาอะไรกินกันก่อน  แล้วค่อยตระเวนดูหมู่บ้าน ตัวฉันอยากดูวิถีชีวิตของคนบนเกาะมาก ๆ ด้วยว่ามาครั้งก่อน(เมื่อนานมาแล้ว) ไม่ได้ไปไหนเลย  เพราะเวลาจำกัด มาแค่หน้าโรงเรียนแล้วลงเรือกลับ  มาเที่ยวนี้เลยกะว่าจะเก็บเกี่ยวบรรยากาศให้เต็มที่ 


 พวกเราเดินหาร้านอาหาร  เดินเลยโรงเรียนเข้าไปเจอร้านอาหารตามสั่งอยู่เกือบกึ่งกลางชุมชน  อย่ากระนั้นเลยพวกเราก็พร้อมใจกันสั่งอาหารกันคนละอย่าง พร้อมน้ำดื่ม  ถึงเวลาคิดค่าอาหาร  โห ...ค่าอาหารตามสั่งจานละ 50 บาท ค่าน้ำ เช่น ชาดำเย็น ชามะนาว แก้วละ 25 บาท


นั่งมองหน้าทำตาปริบ ๆ เจ้าของร้านบอกว่า อาหารที่นี่แพงทุกร้าน เพราะต้องบวกค่าขนส่ง พวกเรามานั่งคุยกันว่าที่ภูกระดึงมายากกว่าที่นี่   แต่ราคาอาหารไม่โหดขนาดนี้  หรือบางอย่างราคาก็พอ ๆ กัน  ฉันคิดว่าทำไมเราต้องมาบริโภคอาหารในราคาเดียวกับนักท่องเที่ยวด้วยนะ ทั้ง ๆ ที่เราก็เป็นคนพื้นถิ่นเช่นเดียวกับคนขาย จะต่างกันแค่จังหวัดที่อาศัยเท่านั้น สงสารชาวเกาะ และสงสารตัวเองถ้าอยู่หลายวันกระเป๋าคงเบาแน่

 


เรื่องเล่าจากหลีเป๊ะ (ภาคสาม)

อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร

 

 หลายคนคงคิดว่าทำไมเรื่องนี้ถึงยืดเยื้อเรื้อรังซะเหลือเกินไม่ยอมจบสักที  ก็แหม..คนเขียนอย่างฉันเป็นมือใหม่หัดขับ  เอ๊ย  มือสมัครเล่น กว่าจะกลั่นกรองคำพูดและเนื้อหาในเรื่องออกมาได้แต่ละวรรคแต่ละตอน มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ ปิ่มว่าจะขาดใจ (เวอร์เนาะ)  จริง ๆ พูดนะง่ายกว่าเขียนเป็นไหน ๆ   (ครูภาษาไทยที่เคยสอนการเขียนเพื่อการสร้างสรรค์ตอนมัธยมปลายคงค้อนขวับ ๆ ) ฐานที่เรียนมาแล้วกลับใช้งานไม่ได้...แหะ ๆๆ ครูขาหนูขอโทษ ครูช่วยคืนความรู้กลับมาให้หนูหน่อยได้ไหม (อ้าวเป็นงั้นไป)


 วันแรกของการมาเยือนเกาะหลีเป๊ะก็ติดช่วงบ่ายไปแล้ว  จะออกไปตะเวนนอกเกาะก็คงไม่ได้  เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่ดีที่สุดคือตะลอน ๆ อยู่ในหมู่บ้าน  ว่าแล้วทุกคนก็เลือกเดินไปตามทางที่ตัวเองอยากไป  เข้าซอยนั้นออกซอยโน้น  แวะบ้านนั้น หยุดบ้านนี้  ถามไถ่ความเป็นมาเป็นไป  ถามถึงความสัมพันธ์ของชาวเลเกาะหลีเป๊ะกับชาวเลที่เกาะสิเหร่  ปรากฎว่าแม่จิ้ว ประมงกิจ  แม่เพลงแห่งอันดามัน  เจ้าของลีลาส่ายสะโพกที่ติดตาตรึงใจ และลวดลายการสะบัดปลายเท้าที่สุดแสนจะเร้าใจในความรู้สึกของฉัน ก็เป็นญาติกับคนที่นี่  แม่จิ้วเคยเล่าให้ฉันฟังว่าตัวเองมาจากเกาะหลีเป๊ะ  ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนรุ่นสาว  จึงขยับขยายย้ายมาภูเก็ต  จึงไม่แปลกอะไรที่วงศ์วานย่านเครือของแม่จิ้วจะมีอยู่หลายบ้านในเกาะแห่งนี้


 เดินวนเวียนไปมาในชุมชน  มีความสุขเล็ก ๆ กับการปลดปล่อยตัวเองออกจากภาระงาน


หลีกลี้หนีความสับสนวุ่นวายของสังคมเมือง  มาอยู่ในเกาะกลางทะเลที่ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คน


ประทับใจกับรอยยิ้ม และเสียงทักทายของคนในชุมชน  ผู้คนที่นี่ไม่หวงรอยยิ้มกันเลยนะ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ แจ่มใสกันถ้วนหน้า  ดูเค้าจะคุ้นชินกับแขกแปลกหน้าที่แวะเวียนมาเยือนอยู่อย่างสม่ำเสมอ
อีกอย่างหนึ่งที่ขอชมเชยไว้ ณ ที่นี้คือ ชุมชนชาวเลที่นี่รักษาความสะอาดของบ้านเรือนได้ดีเยี่ยม


บริเวณบ้านจะกวาดอย่างดี ดูสะอาดสะอ้าน ไม่ค่อยเห็นขยะให้เกะกะลูกตา  รวมไปถึงเครื่องใช้ไม้สอยในครัว  หม้อหุงข้าวที่ถูกขัดถูไว้อย่างดี ขึ้นเงาขาววับ เพราะแม่บ้านที่นี่หุงข้าวด้วยเตาถ่าน มีการเผาถ่านไว้ใช้เองในครัวเรือน  และส่วนหนึ่งก็ใช้สำหรับย่างปลิงทะเล ที่นับเป็นสินค้าราคาแพง ส่งออกไปขายถึงเกาะลังกาวี  ประเทศมาเลเซีย กิโลกรัมละประมาณ 800 บาท  ปลิงทะเลถือว่าเป็นยาชูกำลังขนานเอกที่ใคร ๆ ก็ไขว่คว้าอยากหาไว้รับประทาน (ยกเว้นฉันนะ) แค่เห็นปลิงทะเลเปลือยกายนอนอยู่บนเตา   ฉันแทบไม่อยากเหยียบย่างลงไปในน้ำอีกเลย...


 แวะเวียนไปเยี่ยมเยียนได้สักครึ่งเกาะ  แปลกใจว่าทำไมเกือบทุกบ้านถึงมีลูกอ่อน เดินไปบ้านไหนก็เห็นคุณแม่ไกวเปลบ้าง  ให้นมลูกบ้าง หรือบางบ้านมีผ้าอ้อมตากซะเต็มราวผ้า  คุณแม่ที่นี่เก่งนะ ยังทำคลอดกับแม่ทาน (หมอตำแย)  แถมยังมีการอยู่ไฟแบบโบราณอีกด้วย ดีจังได้ย้อนยุคไปเห็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพชน ที่ทุกวันนี้จะหาดูได้จากหนังสือ หรือเห็นในเวลาที่มีการจัดนิทรรศการนาน ๆ ครั้ง  นี่เป็นโชคดีอีกหลาย ๆ ต่อของพวกเรา  เห็นแม่บ้านนั่งโขลกเครื่องแกงกันอย่างขมีขมัน  ย้อนมาดูตัวเอง  เป็นได้แค่คุณนายถุงพาสติก  (อายชาวเกาะนะเนี่ย   แต่เอาละวะเข้าข้างตัวเองว่าก็บนเกาะไม่มีใครทำแกงถุงขายนี่ ถ้ามีขายรับรองคนโขลกเครื่องแกงคงไม่มานั่งโขลกให้หลังขดหลังแข็งอยู่แบบนี้หร๊อก)  อ้อ อีกเรื่องนะ ทุกบ้านที่นี่จะมีแผงโซลาเซล์ไว้รับพลังงงานจากแสงอาทิตย์เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้าเก็บไว้ในหม้อแบตเตอรี่ไว้ใช้ประโยชน์ในยามค่ำคืน  ทั้งเป็นแสงไฟ  ทั้งไว้เปิดวิทยุ  และโทรทัศน์


 ย้อนกลับมาที่พัก เพราะใกล้ค่ำแล้ว เหนียวตัวเหนอะหนะ  คิดถึงน้ำขึ้นมาตะหงิด ๆ อยากอาบน้ำน่ะ  จ้ำอ้าวกลับมาที่พัก ว้า....ไฟยังไม่มา ดูมืดทึม ๆ เพราะรีสอร์ทยังไม่ปั่นไฟ  ไปนั่งกับชาวบ้านก่อนดีกว่า  เห็นตั้งวงกันมาตั้งแต่เราเริ่มเข้าที่พักจนบัดนี้วงยังหนาแน่นเหมือนเดิม  เห้อ...ทั้งเกาะสิเหร่  ทั้งราไวย์  ทั้งท่าฉัตรไชย   และเกาะหลีเป๊ะ  ทำไม๊  ทำไมถึงเหมือนกันเหลือเกิน  ฉันรู้สึกหดหู่เอามาก ๆ เพราะกดดันกับแม่บ้านที่ท่าฉัตรไชยเรื่องการแยกพวกเขาออกจากวงรำพัด  ที่ทำให้ฉันระทมระทวยทุกครั้งที่ได้เห็น  เออหนอ...  คนเราทีเรื่องดี ๆ ที่อยากจะหยิบยื่นให้กลับไม่เอา พอเรื่องแบบนี้ไม่หยิบยื่นให้  กลับไขว่คว้าหากันเองซะอีก....ตกลงว่ากว่าเค้าจะสลายวงก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม  สอบถามได้ความว่านั่งกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว ช่างทรหดอดทนกันเสียจริง ๆ


 คุณแจ๋ว เอาปลาไปฝากแม่บ้านแถวบังกะโลย่างให้  แถมเค้าใจดีทำน้ำจิ้มให้อีกต่างหาก แบบไม่คิดตังส์   นี่คือน้ำใจที่หาได้ไม่ง่ายนักในสังคมปัจุบัน  พวกเราก็ร่วมด้วยช่วยกันเปิบพิสดารกันอยู่ที่หน้าระเบียงที่พักนะแหละ  ได้อรรถรสซะไม่มี กินปลาไม่มีข้าวเคล้าแสงจันทร์และแสงไฟจากเครื่องปั่นที่ดังกระหึ่มมาเป็นจังหวะ  บ้านพักของพวกเราเป็นบ้านเดี่ยวมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ


หนึ่งห้องให้สองชายหนุ่ม  อีกหนึ่งห้องให้สี่หญิงสาว (น้อย) แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย


 ทำกิจธุระเรื่องอาบน้ำอาบท่าเสร็จ  ทุกคนยกเว้นฉันอยากไปอาบแสงจันทร์ที่ชายหาด ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงไม่อยากไป  ทุกคนไปกันหมด ปล่อยฉันให้อยู่กับแสงไฟในห้องเพียงลำพัง  มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหอบหิ้วหมอน เสื่อ ผ้าห่ม เดินตามหลังกันเป็นขบวน ฉันก็ชะโงกหน้าไปถามว่าไปไหนกันเค้าบอกว่าไปนอนหน้าหาด เพราะที่บ้านมันร้อน  ฉันบอกตามสบาย  เพราะฉันคงไม่ไปร่วมวงศ์ไพบูลย์ด้วย กลัวความเหนียวของน้ำทะเลแล้วขี้เกียจอาบน้ำเป็นหนที่สอง  นอนดูแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้อง เออหนอคนเราปิดประตูซะมิดชิดแต่ดันเปิดหน้าต่างเอาไว้ทุกบาน  หน้าต่างก็ไม่ได้สูงมากนัก  แถมมาอยู่ในชุมชนของคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องเรา  คิดไปคิดมาชักจะหวั่น ๆ  เหลียวหาใครก็ไม่มีเค้าอยู่หน้าหาดกันหมด  ได้ยินบ้านข้าง ๆ เปิดเพลงจากวิทยุดังมาเป็นระยะ ๆ ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย จะสี่ทุ่มแล้วทำไมทุกคนยังไม่กลับนะ  ฉันเริ่มกระสับกระส่าย  เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เริ่มผุดตามหน้าและลามไปทั้งตัว  หัวใจเต้นดังตึกตัก ๆ นี่คืออาการกลัวอย่างไม่มีเหตุผลใช่ไหม ฉันเฝ้าแต่ถามตัวเอง  แล้วเรากลัวอะไร ก็ตอบไม่ได้  กำลังอยู่ในภาวะสับสนขนาดหนัก...ไฟฟ้าดับพรึบลง ดับไปทุกบ้าน  โอย....ฉันคิดผิดแน่เลยที่ไม่ยอมออกไปอาบแสงจันทร์กับพวกเค้า  เมื่อไหร่เค้าจะมา....มาได้แล้วนะ นั่งภาวนาได้สักพัก  ได้ยินเสียงฝีเท้าหลาย ๆ คู่พร้อมเสียงหัวเราะเดินมาใกล้บ้านพัก


เย้ ๆๆๆๆ ดีใจสุด ๆ ทุกคนกลับมาแล้ว  แต่เราจะไม่บอกหรอกว่าที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้เราเป็นโรคปอดแหก และโรคตาขาวอย่างรุนแรง  (จะบอกทำไมให้เสียฟร์อม) ......


 คืนนี้.....อารมณ์พามาได้เท่านี้ .....วันอื่นอารมณ์ขยันคงผ่านมาให้เราได้ลุกขึ้นมารำพึงรำพันได้แบบวันนี้ ......(ลุ้นๆๆๆ)

 

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

สมุดภาพเหมืองแร่

Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1015
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3239
mod_vvisit_counterทั้งหมด6516900