Skip to content

Phuketdata

default color
Home arrow Search
ชาติภูมิมหาบุรุษเอก:อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย ปาณิศรา ชูผล มทศ.   
อาทิตย์, 17 สิงหาคม 2008

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก

 

อรุณฤกษ์เบิกฟ้า...ทั่วนภาสว่างแล้ว  ได้เวลาจรลีออกจากเมืองแก้วสาวัตถี......หลังจากอิ่มเอมเปรมฤทัยเป็นเวลา ๒ คืนกับ ๑ วัน   ชาร์ตแบตกันเต็มที่เพราะระยะเวลาในการตะลอนทัวร์เพิ่งมาได้แค่ครึ่งทางของโปรแกรมเท่านั้นเอง  โอ้...ปาเข้าไป ๖ วันแล้วหรือนี่ สำหรับการใช้ชีวิตในแดนพุทธภูมิ  ทำไมเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มเช่นนี้  ทำเอาฉันลืมวันลืมคืนลืมประเทศไทยและลืมคนบางคนไปชั่วขณะ.... ระยะทางจากเมืองสาวัตถีไปยังลุมพินีวัน  ประเทศเนปาล  ประมาณ  ๒๐๐ กิโลเมตร เวลาในการเดินทางก็ไม่ได้แตกต่างกับวันที่ผ่าน ๆ มา คือไม่มากไม่น้อยไปกว่า ๖ ๗ ชั่วโมง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉัน   เพราะฉันรู้สึกสนุกสนานกับการนั่งรถเอามาก ๆ  นี่ฉันกลายเป็นคนเสพติดการนั่งรถไกลไปตั้งแต่เมื่อไหร่?   ความรู้สึกนี้มาเยือนอย่างออกหน้าออกตาก็คราวนี้เอง  ก็จะไม่ให้รู้สึกสนุกหรือสุขได้อย่างไรเล่า  การได้นั่งรถนาน ๆ แบบไม่ต้องกังวลอะไร  จะหยุดจะจอดตอนไหนก็ปล่อยให้เป็นไปตามกาลวาระ  แถมทำให้เราได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเบื้องหน้า และสิ่งที่ดีสุด ๆ คือการได้ปล่อยอารมณ์ให้จมดิ่งอยู่กับเรื่องราวที่อยากเสพย์ อย่างนี้แล้วไซร้ถ้าไม่เรียกว่าสุขแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?  เพราะขณะที่อยู่ในเมืองไทยชีวิตฉันมีแต่ความวุ่นวายกับสิ่งละอันพันละน้อยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  จนทำให้ฉันแทบสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปโดยใช่เหตุ
 

การเดินทางไปยังลุมพินีวัน ประเทศเนปาล  ต้องผ่านเมืองสำคัญอย่างเมืองโครักขปูณ์  ฉันขำ ๆ ที่แม่ชีนันทิยาบอกว่า           เมืองนี้ให้จำง่าย ๆ ว่าโคมันรักกับปูก็แล้วกัน   ถ้าเรียกยากนัก    พระอาจารย์จูมบรรยายถึงเมืองนี้ว่า เมืองโครักขปูร์ ตั้งชื่อตามนามของโครักขนาถ ๑ ใน ๑๐ แห่งวิษณุอวตาร   เป็นเมืองชายแดนของรัฐอุตตรประเทศ    ที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเนปาลมากกว่าที่อื่น ๆ  เคยเป็นที่ประกอบพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุให้ผู้แทนพระองค์สมัยรัชกาลที่ ๕      ซึ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบจากปิปวาร์ เมืองกบิลพัสดุ์ใหม่ของอินเดีย  ปัจจุบันประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ภูเขาทอง  วัดสระเกศ  กรุงเทพมหานคร

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก    
                              เมืองกบิลพัสดุ์ใหม่
ฉันหลับบนรถหลายรอบเพราะรู้สึกเพลียที่ต้องตื่นเช้าติด ๆ กันทุกวัน   และก็มีอันต้องตื่นจากห้วงนิทรารมณ์อีกครั้ง จากเสียงปลุกของพระอาจารย์จูมที่เตือนผ่านเครื่องขยายเสียงมาว่าให้มองสองข้างทาง  จะเห็นความจอแจของชาวบ้านร้านตลาด และรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ แสดงว่าเริ่มเข้าสู่เขตเมืองโครักขปูรณ์แล้ว  รถเราต้องหยุดเพื่อให้ขบวนรถไฟผ่าน  รถไฟที่ประเทศอินเดียขบวนยาวมาก  แถมรางรถไฟก็กว้างกว่าประเทศไทยเกือบเท่าตัว  สำหรับรถไฟในอินเดียจะเป็นที่นิยมในการเดินทางเพราะสะดวกและสมราคา และสิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งของอินเดียคือรถเมล์ประจำทางซึ่งทุกอณูของพื้นที่รถแทบไม่มีช่องว่างให้เห็น  โดยเฉพาะบนหลังคารถดารดาษไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน  หากเป็นในเมืองไทยคงถูกจราจรเรียกลงมาเขียนใบสั่งเป็นแน่แท้   แต่ที่อินเดียเหตุการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องสามัญธรรมดา  ฉันเข้าใจนะว่าประชากรมากมายปานนั้น   สิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐจะพึงให้บริการคงเกิดไม่ทันจำนวนประชากรดังที่เห็นคณะวิทยากรยังทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งเหมือนเดิม  เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเพราะทำให้เราได้รับสาระในสิ่งที่ไม่เคยรู้  วันนี้มีวิทยากรพิเศษ คือ อ.ปู่ มาให้ทัศนะเรื่องประเทศอินเดียในมุมมองซึ่งแตกต่างไปจากพระอาจารย์ทั้งสองท่าน  ทำให้สีสันบนรถเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่วนอาหารเที่ยงเราลงไปกินพร้อมกันที่สนามหญ้า  ณ เมืองกบิลพัสด์ใหม่  ใกล้ชายแดนประเทศเนปาล   ช่วงบ่ายรถวิ่งผ่านดงสาละ น่าจะเรียกว่า วนอุทยานสาละ (เรียกเอง) ซึ่งเป็นต้นไม้ในพุทธประวัติที่รัฐบาลได้ปลูกไว้ทั้งสองข้างฝั่งถนน  เป็นทิวแถวสวยงาม ร่มรื่นมาก  มองไปคล้าย ๆ เส้นทางแถบจังหวัดแพร่    ที่มีพวกไม้สักและไม้ยางเรียงรายอยู่สองฝากฝั่ง

 

ก่อนเข้าสู่ประเทศเนปาล  พระอาจารย์พาพวกเราแวะที่  พุทธวิหาร สาลวโรทยาน ๙๖๐ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้แสวงบุญได้หยุดแวะพักก่อนข้ามชายแดนประเทศอินเดียสู่ประเทศเนปาล คณะที่มาด้วยกันตรงลิ่วไปถามหา  สุขาอยู่หนใดทันทีที่ลงรถ  เมื่อไปเยือนสุขาวดีของที่นี่แล้ว ขอบอกว่าหลาย  ๆ ที่ในประเทศไทยชิดซ้าย และชิดขวาไปเลย  เพราะสะอาดสะอ้าน สวยงาม ร่มรื่น  แทบจะนอนได้ว่างั้นเถอะ  ขอยกนิ้วให้สำหรับสถานที่ปลดทุกข์ที่เป็นสวรรค์บนดินอย่างเห็นชัดที่สุดของคนที่มาอินเดีย แล้วได้เจอสุขาที่หะรูหะราขนาดนี้

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก

       พุทธวิหาร  สาลวโรทยาน ๙๖๐ ชายแดนอินเดีย-เนปาล

 

 

พักดื่มน้ำปานะกันเรียบร้อย  ก็เดินทางต่อไปที่ชายแดนประเทศเนปาล  พระอาจารย์จูมบรรยายซะจนเกือบเลยเส้นทางไปลุมพินีวัน  (ขอนมัสการถามพระอาจารย์จูม ณ บรรทัดนี้ว่าเหนื่อยบ้างไหมคะ?)   จนมาสะดุดตาด้วยรูปปั้นของพระพุทธเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ตรงทางแยกใหญ่   หมายความว่าถ้าเจอรูปปั้นลักษณะนี้คือใช่เส้นทางที่จะไปลุมพินีวันเป็นแน่แท้  เมื่อรถไปถึงด่านโสเนาลี (Sonauli)   มาโนชจัดการเรื่องการเดินทางเข้าประเทศเนปาลของคณะเรียบร้อยเราก็ก้าวผ่านรอยต่อระหว่างประเทศอินเดียสู่ประเทศเนปาลตามเส้นทางสหประชาชาติ (UN) ทันที 

 

รถจอดให้ลงซื้อของกินตรงตลาดข้างทาง  ฉันลงจากรถเพราะรู้สึกหิวเล็ก ๆ ด้วยว่าตอนเที่ยงกินข้าวกับไข่เจียวไปไม่มาก  เดินหาของกินเล่น เห็นเค้าผัดเส้นหมี่เหมือนถังแตกบ้านเรา  อยากกินใจจะขาดรอน ๆ  แต่ทว่า..ความรู้สึกเหมือนตอนกินข้าวโพดปิ้งมาเยือนอีกแล้ว..  เลยตัดใจสูดแต่กลิ่นแต่ไม่ยอมลิ้มลองเส้น  เดินต่อไปเจอร้านขายขนม หน้าตาดูดีเหมือนกะหรี่ปั๊บ  สำรวจแล้วว่าน่าจะกินได้เลยสั่งมา ๓ อัน มีไส้ถั่วเหลือง และไส้อะไรอีกสองอันจำไม่ได้ ตอนยื่นเงินรูปีให้คนขายเกิดความสับสนอลหม่านพอประมาณ   เพราะคนขายจะรับเป็นเงินเนปาล  โถ  พ่อคุณ ฉันจะเอามาจากไหน? ที่พกมาก็มีแต่หน้าท่านมหาตมะคานธีทั้งนั้น แถมค่าเงินเนปาลกับเงินอินเดียก็ดันไม่เท่ากันซะอีก เห้อ  ส่งภาษาปากจนเมื่อยมือ  ก็ปรากฏว่ายังไม่เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย  เดือดร้อนถึงพระอาจารย์จูม ที่คงเห็นพวกเราล้งเล้งกับแขกอยู่เป็นนาน   ท่านเลยต้องมาทำหน้าที่ฑูตสันถวไมตรีเจรจาจนได้ความว่า ราคาเท่าไหร่  และต้องทอนเงินเท่าไหร่  ด้วยความงุนงงเล็ก ๆ ฉันบอกพระอาจารย์จูมว่าให้เค้าไปเถอะไม่เอาแล้วเงินทอน พระอาจารย์บอกว่าไม่ได้..ต้องเอา เอาก็เอา ๒ รูปีก็มีค่านะคะพระอาจารย์  อิอิ

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก                              
                             ตลาดเส้นทางไปลุมพินีวัน
ได้ขนมมาแล้วยังไม่พอแถมหิ้วลูกทับทิมมาด้วย ลูกทับทิมทั้งที่อินเดียและเนปาลสีสันสวยงาม แกะเนื้อในดูแดงแบบสีทับทิมจริง ๆ รสชาดก็ดี หวานปนเปรี้ยวถูกใจใช่เลย เห็นหลาย ๆ คนก็สอยมาคนละถุงสองถุงไม่ใช่แต่ฉันคนเดียว เมื่อขึ้นมาบนรถก็แบ่งกันกินแบ่งกันทานถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นภาพที่น่ารักประทับใจไม่รู้เลือน  ระหว่างการเดินทาง เกิดอัศจรรย์เพราะฝนฟ้าเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้แดดยังจัดจ้าอยู่มาก  อะไรจะเกิดก็เกิดไม่มีใครเป็นกังวลกับสภาพดินฟ้าอากาศ เมื่อฝนซา ฟ้าเริ่มสว่าง จึงหันมองขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก เห็นรุ้งกินน้ำ สีสันสวยงามตา จะเจ็ดสีหรือไม่ก็ไม่ได้นับ ยาวพาดขนานไปกับเส้นขอบฟ้าสุดลูกตา พวกเราได้มองกันอย่างเต็มอิ่มและเต็มตา   ฟ้าหลังฝนของประเทศเนปาลยามนี้ช่างสดใสเหลือเกิน         

มาถึงลุมพินีวัน เมื่อเวลา ๑๖ นาฬิกาพอดิบพอดี  เวลาที่เนปาลจะเร็วกว่าอินเดีย ๑๕ นาที  และช้ากว่าประเทศไทย ๑.๑๕ นาที  แต่ฉันไม่หมุนนาฬิกาตามเวลาที่นี่แล้วเพราะว่าอยู่แค่คืนเดียว  ตอนแรกคณะจะเดินเท้าเข้าไปในเขตโบราณสถาน แต่ด้วยฝนเป็นเหตุเพราะเริ่มลงเม็ดมาอีกแล้ว  เลยต้องเปลี่ยนใจเป็นนั่งรถจักรยานสองล้อปั่น   ทั้งที่ไม่ค่อยมั่นใจว่ารถจะพังก่อนจะถึงประตูรั้วโบราณสถานหรือไม่ สนนราคาค่ารถคนละ ๑๐ รูปี

 

ฝนที่เทลงมาอย่างไม่ปราณีปราศรัย  ทำให้ฉันต้องคว้าเสื้อฝนมาสวมใส่ แต่ไม่ทันการณ์  เพราะความชะล่าใจที่คิดว่าเป้ที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาจากเมืองไทย และเป็นผ้าร่มคงกันฝนได้ดีเท่าเสื้อฝน  แต่...อนิจจาเมื่อมาถึงเขตโบราณลุมพินีวัน  แค่ตัวเปียก เสื้อเปียก หัวเปียกไม่ใช่ปัญหาใหญ่  เมื่อจ่ายค่ากล้องถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ก็รีบตรงลิ่วตามคณะเข้าไปในเขตโบราณสถานวิหารมายาเทวีอันเป็นที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ศาสดามหามหาบุรุษเอกของโลก  คว้ากล้องออกมาเพื่อจะบันทึกภาพประทับใจ....แทบเป็นลมล้มทั้งยืนเพราะกล้องฉ่ำไปด้วยน้ำฝนจนมองอะไรไม่เห็น นอกจากความมืดดำ  พยายามทำใจดีสู้เสือว่าเดี๋ยวคงดีขึ้น เดินตามไปดูรอยพระพุทธบาท และต้นไม้ที่พระนางสิริมหามายาเหนี่ยวกิ่งสาละคลอดเจ้าชายสิทธัตถะ คณะได้เดินวนทักษิณาวัตร ฉันค่อย ๆ เลี่ยงมาสำรวจกล้องอีกครั้ง ด้วยความหมดอาลัยตายอยาก เพราะคาดว่ากล้องคงไปแล้วไปลับไม่กลับมาหาฉันอีก  รู้สึกเศร้าใจมากมาย กล้อง Sumsung ราคาหนึ่งหมื่นสี่พันบาทใช้ได้ไม่ถึงปีก็ถึงแก่กาลวิบัติเพราะความเลินล่อของผู้เป็นเจ้าของอย่างฉัน

 

 

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก    
                     ภายในวิหารมายาเทวี/รอยพระพุทธบาท

 

 

หลีกหนีผู้คนมาทำใจอยู่แถวเสาหินพระเจ้าอโศก  ไม่นานฉันก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะเริ่มทำใจได้เล็กน้อยถึงปานกลาง  ปลงตกว่าเราไม่ควรเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่ไม่หวนคืน ปรับอารมณ์ให้เป็นสภาวะปัจจุบันมากที่สุด    จึงได้เห็นว่าสิ่งสำคัญในบริเวณลุมพินีวัน  ได้แก่ เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชที่มีตัวอักษรพราหมีบันทึกไว้   มีผู้เชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์แปลได้ความว่า พระศากยมุณี ประสูติ ณ ที่นี่... ,  วิหารมายาเทวี ที่มีหลุมขุดค้นทางโบราณคดีเปิดให้เห็นชั้นทางวัฒนธรรมระดับต่าง ๆ  และสระโบกขรณี  ขณะที่เดินสำรวจฝนยังโปรยปรายไม่ขาดสาย ทำให้ทางเดินบางช่วงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก
เสาพระเจ้าอโศก/สระโบกขรณี

 

 

ฉันเดินเอื่อย ๆ แบบยังรันทดเล็ก ๆ ออกมายังร้านค้าที่อยู่เรียงรายระหว่างทาง ในขณะที่คณะสวดมนต์บำพ็ญจิตบริเวณเสาพระเจ้าอโศก เตร่ๆ ไปเหล่ดูของ เห็นพระพุทธรูปยอดนิยมวางขายอยู่ทุกร้าน นั่นคือ พระพุทธรูปปางเบบี้บุดดา หรือปางประสูติ ที่มีลักษณะเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะยืนชูนิ้ว  คล้ายกำลังทรงประกาศต่อชาวโลกว่า เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด และเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพต่อไปไม่มีอีก ภายในร้านค้ายังมีหินสีเกรดไม่สูง ระฆังแบบมหายาน หินทิเบตที่ไม่รู้กี่ตาต่อกี่ตา และอื่น ๆ อีกมากมาย  หากเป็นเมื่อสองปีก่อนฉันคงสอยหินทิเบตเหล่านั้นมาไว้ในครอบครองไม่น้อยกว่าสิบเม็ดเป็นแน่แท้    

ชาติภูมิมหาบุรุษเอกของโลก

                         ร้านค้าสองข้างทางเข้าโบราณสถานลุมพินีวัน

เสร็จภารกิจจึงขึ้นรถไปยังวัดไทยลุมพินี  อันเป็นที่พำนักในค่ำคืนนี้  วัดไทยลุมพินี อยู่ห่างจากโบราณสถานลุมพินีวัน ประมาณ ๘๐๐ เมตร ตั้งอยู่ในเขตตำบลลุมมินเด ปรากฏว่ารถหลงทางอยู่เป็นนานสองนาน เพราะหาทางเข้าวัดไม่เจอ เข้าทางนั้นออกทางนี้จนมืดค่ำ เข้าประตูแรกก็ไม่มีคนเปิดประตู ย้ายมาอีกประตูก็ยังไม่มีคน  อาจเป็นด้วยว่าอาณาบริเวณของวัดนานาชาติกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก และยังมีวัดนานาประเทศปลูกสร้างไว้ในบริเวณเดียวกัน  เรื่องหาทางเข้าไม่ถูกถึงเป็นเรื่องสามัญไปทันทีเข้าสู่เขตวัดไทยลุมพินี  พบกับบรรยากาศอันสงบร่มรื่น สะอาดตา เลยทำให้สะอาดใจไปด้วย  ทางวัดจัดอาหารค่ำไว้ให้คนที่ไม่ได้รับศีลแปด มีพวกเราประมาณ ๑๐ คนได้นั่งล้อมวงไพบูลย์กินข้าว ณ อู่ข้าว โรงทาน เสร็จแล้วแยกย้ายกันไปนอนที่ อู่นอน เรือนพักกาย   ที่หลับที่นอนก็สะดวกสบายค่อนข้างดี ห้องน้ำก็สะอาดจัด เพียงแต่อากาศอบอ้าวไปหน่อย แถมไฟยังดับอยู่เป็นนิจ   ฉันเลยลุกไปเปิดบานเกล็ดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท  ในอินเดียสิ่งที่ควรระวังอีกอย่างอีกยุง  เพราะตัวค่อนข้างโต  แถมยังเป็นยุงเจ้าชู้อีกต่างหาก....คุยกับสมาชิกไปเรื่อยเปื่อย  จนค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรารมย์ หลับไหลไปยาวนาน...

ตอนต่อไป ของพิมพิกา

ตอนก่อนหน้านี้
ปฐมเหตุของการเดินทางไปอินเดีย 
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา
บันนาส่าหรีมหานทีคงคา
เยือนดินแดนถิ่นองคุลีมาล
ชาติภูมิมหาบุรุษเอก
Posted on Fri 15 Aug 2008 7:07
ก็เขียนดีไง..รายละเอียดครบ จึงมีคนเอาทำเป็นผลงาน งิงิ
ketkaew.diaryclub.com   
Sun 17 Aug 2008 9:19 [12]

มาอ่านแล้วนะค่ะ..เขียนแบบนี้สิ..ถึงมีคนเอาไปส่งงานแทน..ได้หน้าซะ
ketkaew.diaryclub.com   
Sat 16 Aug 2008 16:42 [11]

อ่านได้นิดนุ๋ง...เดี๋ยวมาต่อนะค่ะ
ปล..วันนี้ลาพักอยู่บ้านเฉย ๆ เท่ห์ไม๊
ketkaew.diaryclub.com   
Fri 15 Aug 2008 8:00 [10]

ขอบพระคุณท่านเมธาวีมากนะคะ ที่กรุณาแก้ไขคำผิดให้ คิดว่าท่านหายไปตะลอนทัวร์ ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
จขด.   
Fri 15 Aug 2008 6:50 [9]

ครับ ก็ไม่มีอะไรน่าตำหนิหรอก ส่วนมากก็ดีอยู่แล้ว
สำนวนน่าอ่าน ไม่หนักหมองดี
เมธาวี ภิกฺขุ   
Fri 15 Aug 2008 0:32 [8]
 

โครักขปูรณ์ เป็น โครักขปูร์
เมืองกบิลพัสด์ใหม่ เป็น เมืองกบิลพัสดุ์ใหม่
เมธาวี ภิกฺขุ   
Fri 15 Aug 2008 0:27 [7]
 

ขออนุญาต= สระบุษปขรณี ต้องเป็น สระโบกขรณี จ๊ะ
เมธาวี ภิกฺขุ   
Fri 15 Aug 2008 0:24 [6]
 


โอ... เสียดายกล้อง จังคะ พี่พิม ^^"

อ่านไดฯ มาจนถึง หน้านี้ สังเกต ได้เลยว่า ไม่มีคำผิดเลย พี่พิม เก่งจังคะ

เวลาแห่งความสุข มักผ่านไปไวเสมอ นะคะ

สุดท้ายแล้ว "ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นนิรันดร์" ก็เป็นจริงที่สุด คะ หนูว่า

^____^

พรุ่งนี้ หนู ก็จะเดินทางเหมือนกันคะ ไปลำปาง คะ ไปทำงาน ไปมืดกลับมืดเหมือนเคยคะ
ban2pak.diaryclub.com   
Thu 14 Aug 2008 23:07 [5]

ขึ้นต้นมาก้อ อรุณเบิกฟ้า....ทำให้นึกถึงรายการเจ้าขุนทอง ช่อง 7 ตอนเช้า ๆ เสียนี่กระไร อิอิอิ

เรื่องอาหารนี่ทำใจลำบากจิง ๆ เลยเนาะ
ปุ้ยว่าขนมที่หน้าตาคล้ายกระหรี่ปั๊บของพี่พิมน่ะ มันจะยิ่งแย่กว่าไหม
แอบนึกถึงภาพตอนเค้าเอามือปั้น ๆ ไส้กระหรี่ปั๊บหง่ะ อึ๊ยยย...จินตนาการบรรเจิดดีแท้

ที่พี่พิมบอกว่าฝนตกหนัก หาเสื้อกันฝนมาใส่ แอบคิดถึงกล้องถ่ายรูปอยู่เหมือนกัน
แล้วก้อจิง ๆ ด้วย แต่ม่ะเป็งไร ของนอกกายเนาะ T__T
(นู๋แอบเสียดายแทน)

plakrapong.diaryclub.com   
Thu 14 Aug 2008 13:07 [4]

มาอ่านเมื่อตอนกลางวัน(เวลาที่บ้าน)แล้วค่ะพี่พิมแต่เมนท์ยากสุด ๆ

ตื่นเช้านี่หนูก็เป็นค่ะง่วงนะคะ พักนี้ลูกไปโรงเรียนต้องตื่นเช้า(วันนี้นอนดึกอีกล่ะ) นอนเร็ว

เล่าถึงทับทิมแล้วเเกะสด ๆ กินจังค่ะ ตอนี้ได้แต่ซื้อน้ำเป็นขวดดื่ม แต่แพงอ่ะค่ะที่นี่

กระเป๋าผ้าร่มไม่กันน้ำ เสียดายกล้องพี่พิมจัง

หนูเพิ่งรู้นะคะนี่ว่าเวลาเค้าต่างกันเป็นแบบนาทีด้วย มัวแต่จำแต่ละรัฐที่นี่ว่าห่างกันกี่ชั่วโมง

น้องอ้อย   
Thu 14 Aug 2008 9:32 [3]

พุทธวิหาร สาลวโรทยาน ๙๖๐

ห้องน้ำน่ายกย่องมากจริงๆ ด้วย

ขึ้นต้นว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ทำให้นึกถึงโกสัมพี + วาสิฎฐีเดาะคลี แล้วก็ลานอโศก ที่ไม่ใช่เงาอโศก โฮะๆๆๆ ได้ไปไหมพี่พิม ตอนนั้นอย่าให้หนูพลาดเชียว
หยก   
Wed 13 Aug 2008 23:26 [2]

เข็นได..หลังวันแม่..เข็นออกจนได้ เขียนแข่งกะงานโครงการเลยนะเนี่ย..
จขด.   
Wed 13 Aug 2008 21:08 [1]

แสดงความคิดเห็นเป็นทัศนะส่วนตน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( พุธ, 20 สิงหาคม 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

สมุดภาพเหมืองแร่

Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้474
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3047
mod_vvisit_counterทั้งหมด6615396