Skip to content

Phuketdata

default color
Home arrow Search
ก้าวแรกที่โกลกัตตา:อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย ปาณิศรา ชูผล มทศ.   
อาทิตย์, 17 สิงหาคม 2008

ก้าวแรกที่โกลกัตตา

อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร

 

เมื่อฉันรู้ข่าวเรื่องไปอินเดียได้สักเดือนกว่า ๆ หลังจากที่ตอบตกลง ก็ตะลุยอ่านข้อมูลเรื่องอินเดียก่อนนอน เป็นเช่นนั้นอยู่ทุกค่ำคืน เมื่อนั่งหน้าคอม ฯ เรื่องอื่นไม่ได้แผ้วพานเลย.......จากนั้นตระเวนหาซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางและนำไปใช้ที่โน่น    เพราะตระหนักดีว่าไม่ใช่บ้านเรา โดยเฉพาะอินเดียอะไร ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ (จากการอ่านหนังสือ) หลังจากเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไว้เป็นเดือนเพราะกลัวจะตกหล่น....แต่แล้วคำสั่งฟ้าผ่าก็มาเยือนก่อนการเดินทางไปอินเดีย ๑ อาทิตย์.....โดยให้เดินทางไปต่างจังหวัด ๖ วัน (แถบกรุงเทพ ฯ  ชลบุรี และสมุทรสงคราม) .....โอ...ช่างเป็นคำสั่งที่บาดใจเหลือเกิน...เพราะฉันไม่อยากไป....แต่ก็ขัดคำสั่งมิได้เนื่องด้วยเป็นภาระหน้าที่ในงาน.......จำใจรื้อกระเป๋าเพื่อเอาของที่จะไปอินเดียออก รื้อไปบ่นไป..ทำไมถึงต้องเป็นเรา.(ด้วยวอะ)
 

กลับจากต่างจังหวัดด้วยเหลือเวลาอันน้อยนิด เพราะมาถึงวันที่ ๒๘ มิย. เวลาเที่ยงคืน วันอาทิตย์ (๒๙ มิย.) เพลียจัด  นอน ๆ ลุก ๆ ทั้งวัน หาได้ทำอะไรไม่ จนถึงวันจันทร์ (๓๐ มิย.) เข้าไปสะสาง+มอบหมายงานจนถึง ๔ โมงกว่าจึงได้จรลีออกจากที่ทำงานด้วยใจอันว้าวุ่น แวะซื้อน้ำพริกแห้ง+แกงไตปลาและขนมกรุบกรอบไปกินกันเหนียวที่อินเดีย  ทุ่มกว่า ๆ ไปสนามบิน ได้ย้ำกับเชนเรื่องที่ตกลงกันไว้ เชนบอกอาจารย์ไปให้สบายใจนะ ทุกอย่างผมจัดการเอง  นี่แหละมีลูกศิษย์ดีเป็นศรีแก่ตัว..(ฮิ้ว)  ก่อนลงจากรถเตือน อ.ปู่ว่าอย่าลืมกล้องถ่ายรูป แต่เมื่อมาถึงสนามบินก็หอบหิ้วแต่กระเป๋าของตัวเอง เลยไม่ได้ดูคนอื่น  จากนั้นไปรอคณะที่ชั้นสองผู้โดยสารขาออก เหลียวมองกล้องถ่ายรูปที่คอ อ.ปู่ ใจหายวาบ ไม่เห็นมี    นึกในใจ...ว่าแล้ว..เตือนแล้ว..พยายามติดต่อเชนให้เอากล้องมาคืน......แต่ไม่สามารถติดต่อได้....จนกระทั่งเครื่องออกจากสนามบินภูเก็ตเวลา ๒๐.๔๕ น.....ฉันเลยให้อ.ปู่ติดต่อทางกรุงเทพ ฯ ช่วยซื้อกล้องใหม่ เพราะรู้ว่าหากไม่มีกล้องรับรองงานนี้อ.ปู่เฉาสนิทไปจนสิ้นโปรแกรมแน่นอน

 

ก้าวแรกที่โกลกัตตา
เครื่องลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิด้วยเวลา ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที  สำหรับฉันราตรีนี้ยังเยาว์นัก เพราะคณะ ฯ นัดพร้อมกันเวลา ๓ นาฬิกาของวันใหม่   ก้มมองนาฬิกาแค่ ๕ ทุ่ม ...จะทำอย่างไรกับชีวิตตัวเองดี...ด้วยว่า....ตัวเองน่าจะสมาธิสั้น (หรือไม่) เพราะอยู่ไม่ค่อยจะติดที่ คณะที่มาด้วยกันเค้าเอนตัวลงนอนที่เก้าอี้ผู้โดยสารชั้น ๔ ประตูที่ ๑๐ W อย่างสบาย ๆ  ส่วนฉันหลับไม่ลง ทั้งไฟสว่าง ทั้งหนาวจนสั่น เลยเดินสำรวจสุวรรณภูมิ  ขึ้นลง ๆ บันไดเลื่อนจนรู้สึกร้อน จัดการแลกเงินดอลลาร์เพื่อไปแลกเป็นเงินรูปีไว้ใช้จ่ายที่อินเดีย...ขาดทุนนะงานนี้เอาเงินหมื่นไปแลกเงินดอลได้กลับมาแค่เก้าพันกลาง ๆ  พร้อมทั้งมีเงินไทยติดตัวไปประมาณ ๒ พันนิด ๆ  ประมาณตี ๓  คณะ ฯ มาพร้อมกัน หัวหน้าทัวร์ (แม่ชี) เช็คคน  ติดป้ายชื่อ  โหลดกระเป๋า  ฯลฯ   ฉันเห็นคณะ ฯ ที่มานุ่งขาวห่มขาวกันทั้งนั้น ยกเว้นพวกเราที่ยังแต่งหลากสีแต่ไม่ฉูดฉาด  กว่าจะเสร็จเรื่องเสร็จราวปาไปตี ๔ กว่า ๆ  จึงได้ขึ้นเครื่องของประเทศภูฎาน  สายการบิน Drukair ซึ่งออกจากสนามบินสุวรรณภูมิตี ๕ กว่า ๆ บ๊ายบายไทยแลนด์….

เหมือนทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศไทย ฉันรู้สึกไม่มีความสุข กลัวอะไรไม่รู้ร้อยแปดพันประการ คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ แอบงีบหลับไปนิดหนึ่งเพราะไม่ได้นอนทั้งคืน ตาเริ่มแสบเหมือนดั่งมีเม็ดทรายอยู่ด้านใน  และแล้วก็ตื่นมาเมื่อเวลา ๗ โมงกว่า ๆ ของประเทศไทย คาดว่าเครื่องกำลังจะลงเพราะก้มมองทางปีกเครื่องบินเริ่มเห็นบ้านเรือน ทุ่งนา และถนน จากนั้นไม่นานเครื่องค่อย ๆ ร่อนลงอย่างช้า ๆ และจอดสนิทด้วยเวลาประมาณ ๑.๔๐ นาที  ผู้คนต่างพากันทยอยลงจากเครื่องรวมทั้งตัวฉัน ที่เมื่อหลุดมาเหยียบรันเวย์สนามบิน ก็ให้ดีใจอย่างสุดแสนเพราะสามารถรอดปลอดภัยมาถึงสนามบินกัลกัตตากับเค้าจนได้

 

ก้าวแรกที่โกลกัตตา

     ผ่านสนามบินเข้ามาด้านใน  มองหาห้องน้ำป็นอันดับแรก แต่ด้วยข้อมูลเรื่องห้องน้ำของอินเดีย  ทำให้ฉันผวาเล็ก ๆ เพราะกลัวเจอกับสิ่งอันไม่พึงปารถนา  แต่เมื่อเข้าไปจริง ๆ ก็ไม่เป็นเหมือนที่คาดไว้  รู้สึกผ่อนคลายผ่านไปอีกหนึ่งครั้ง  แล้วมาต่อที่พิธีการตรวจคนเข้าเมือง มีคณะเราเป็นคณะแรกที่มาถึง อ้อ ลืมบอกไปเวลาของอินเดียช้ากว่าเมืองไทย ๑.๓๐ นาที ฉันเลยต้องหมุนนาฬิกาตามเวลาในอินเดียเพื่อป้องกันการสับสนในเวลานัดหมาย

 

ก้าวแรกที่โกลกัตตา 
จากที่เรามาถึงสนามบินเป็นคณะแรก  ทำให้แขกอินเดียยังไม่ตื่น...มาทำงาน  เอาละซี...เริ่มเจอสิ่งที่ได้อ่านมาว่าเมืองอินเดียอะไร ๆ ก็เกิดได้เสมอ  ฉันเลยเดินเตร็ดเตร่ขณะที่รอกระเป๋าเพื่อสำรวจพื้นที่  สนามบินโกลกัตตาไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนสุวรรณภูมิ ดูเก่า ๆ ทึม ๆ ทั้ง ๆ ที่ ในอดีตกัลกัตตาคือเมืองหลวงของประเทศอินเดีย  แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อจากเมืองกัลกัตตา เป็นโกลกัตตาไปเรียบร้อยแล้วรอกระเป๋านานมาก อะไร ๆ ดูเชื่องช้าไปหมด เจ้าหน้าที่เค้าไม่ได้เร่งรีบ กว่ากระเป๋าแต่ละใบจะผ่านเครื่องโหลดออกมา ฉันแทบหลับคารถเข็น ประกอบกับของคณะเรามีของมากมายเหลือเกิน ทั้งข้าวสาร ข้าวเหนียว ปลาร้า อาหารแห้ง เครื่องกระป๋อง ที่นำมาจากเมืองไทย เพื่อใช้ประกอบอาหารให้กับคณะที่เดินทางตลอดโปรแกรม  รวมทั้งนำไปถวายพระสงฆ์ที่จำวัดไทยในประเทศอินเดียเมื่อได้กระเป๋าของตัวเองเรียบร้อยแล้ว  ฉันได้ช่วยแม่ชีเข็นรถที่หนักอึ้งเพราะบรรทุกข้าวของ เพื่อมารอรถทัวร์ที่ด้านนอกสนามบิน    ในขณะที่ฉันเดินเข็นสัมภาระมาอย่างไม่เร่งรีบ   แม่ชีบุญเรือง (หัวหน้าคณะ) ก็บอกฉันให้เข็นไปไว้ด้านนอก  ด้วยมีพระอาจารย์มารอรับ เดินทางมาตั้งแต่เมื่อคืนจากพุทธคยา   ฉันเดินต่อไปเรื่อย ๆ สนามบินค่อนข้างเงียบเหงา เมื่อมองไปด้านหน้า  ฉันเห็นจีวรสีเหลืองปลิวไสวรอรับอยู่จริง ๆ    พร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเมตตาจิต  ฉันย่อตัวลงนมัสการพระอาจารย์ ท่านสาธุตอบ  นี่คือพระสงฆ์ไทยรูปแรกและเป็นคนไทยคนแรกที่ฉันได้พบในต่างแดน....

หลุดมาด้านนอกสนามบิน พระพิรุณโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง เป็นฝนแรกที่ต้อนรับคณะของเราในวันนี้  ด้านนอกยังคงเงียบเหงา เพราะเช้ามาก ฉันมองผู้คนที่สนามบินกัลกัตตาอย่างคนแปลกหน้า พวกเค้าก็มองฉันตอบด้วยความรู้สึกเดียวกัน  มีผู้ชายนำแก้วน้ำเล็ก ๆ พร้อมชานมมาเสนอให้ดื่ม  แม่ชีบอกว่าอย่าดื่มนะ  ฉันส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีเพราะได้อ่านหนังสือมาบ้างเรื่องการรับของกินหรือเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้าในอินเดียแถวสนามบินหรือสถานีรถไฟ ที่อาจใส่ยานอนหลับมาในของกินนั้น ๆ  เมื่อเราหลับเค้าจะได้หยิบฉวยทรัพย์สินเงินทองของเราไปนั่นเอง  เห็นคนเคี้ยวหมากถ่มน้ำลายปริ๊ดๆ  อยู่ข้าง ๆ เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา สิ่งที่ฉันเห็นอีกอย่างคือรถแท๊กซี่ในอินเดีย เรียกได้ว่า โกโรโกโสเอามาก ๆ จอดเรียงรายรอรับส่งผู้คนอยู่เป็นทิวแถวด้วยสีเหลืองละลานตาไปทั้งแถบ

 

 

ก้าวแรกที่โกลกัตตา
เราไม่ได้เที่ยวในเมืองกัลกัตตา (เสียดายสุด ๆ )  เพียงแวะมาลงเครื่อง และจะไปต่อที่วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ด้วยระยะทาง ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร  แต่ใช้เวลาในการเดินทางกว่า ๙ ชั่วโมง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายต้อนรับเราเนื่องด้วยเป็นวสันตฤดูของอินเดีย, รถราที่วิ่งกันขวักไขว่, ถนนที่สามารถทำให้กระดอนจากที่นั่งได้ตลอดเวลาและฝูงสรรพสัตว์โดยเฉพาะวัวที่เป็นใหญ่ครอบครองถนน การเดินทางครั้งนี้มีพระอาจารย์มหาจูม (จูม เป็นภาษาอิสาน แปลว่า - ตูม)  พระธรรมฑูต วัดไทยพุทธคยา ที่มาศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิต สาขาพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมคธ เป็นพระวิทยากร ให้ความรู้กับคณะของเราตลอดโปรแกรมการเดินทาง  คงเป็นโชคดีของฉันแท้ ๆ ที่มีวาสนาได้พระวิทยากรที่รอบรู้เรื่องอินเดีย.....มาเป็นมัคคุเทศก์พิเศษ...และทำให้ฉันรู้ซึ้งว่าถ้ามาแดนพุทธภูมิในอินเดียการมีพระนำทาง..ชีวิตจะมีแต่ความผาสุข...สงบ...และร่มเย็น...
ตอนต่อไป ของพิมพิกา
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา
บันนาส่าหรีมหานทีคงคา
เยือนดินแดนถิ่นองคุลีมาล
ชาติภูมิมหาบุรุษเอก
ตอนก่อนหน้านี้
ปฐมเหตุของการเดินทางไปอินเดีย 
Posted on Sun 20 Jul 2008 18:37

แค่โปรยยย ก็น่าติดตามมาก ๆ แล้ว นะคะ พี่พิม ...

จะมารอดูว่า อินเดีย น่าไปเยือน อย่างไร? จากปลายปากกา ของพี่พิม นะคะ

ban2pak.diaryclub.com   
Wed 23 Jul 2008 17:22 [8]

โห ได้ไปวัดไทย(ในอินเดีย)ด้วย ดีจังค่ะพี่พิม

ห้องน้ำนี่ ที่น่น เหมือนที่สุวรรณภูมิแรก ๆ ที่เป็นข่าวหรือตามเมล์ฟอร์เวิร์ดป่าวค่ะ หรือว่าดีกว่า เอิ๊กๆๆ หนูยังไม่เคยไปลงสุวรรณภูมิเลยค่ะ กลับไปอีกทีคงจะได้เห็นเองแหละ


ว่าแต่เอาปลาร้าไป(จริง)เหรอค่ะ กรั่กๆๆ


กินอาหารที่อินเดียเนี๊ยะ หนูว่าน่าระวังมากนะคะ วันก่อนดูทีวี บิซาซ ฟู้ด หนะค่ะ คือผู้ชายคนนี้กินอาหารแปลก ๆ พอไปอินเดียนะ เค้าไม่กินอาหารอย่างหนึ่งที่เอาน้ำ(ไม่ได้คุ๊ก)มาผสม แต่ให้คนพื้นเพ(ที่พาไป)เป็นไกด์กินให้ดูหนะค่ะ อึ๊ยนะคะอ่านเจอพี่พิมเล่า แล้วนึกถึงคนชอบถุยปิ๊ด ๆ คากถุยเนี๊ยะ

พักนี้หนูก็นอนดึกค่ะ เพิ่งมาเจอคำพี่พิมนี่แหละ เอ่อ เหมือนทรายในตาจริง ๆ ด้วยค่ะเวลาอดนอนหรือนอนดึกมันแสบตาจริง ๆ นะคะ

ป.ล. พี่พิมตามไปเรียกหนูนะคะ เดี๋ยวหนูมาอ่านอีก (ขี้เกียจอัพไดค่ะ...จริงๆ) ตอนต่อไปค่ะ
น้องอ้อย   
Wed 23 Jul 2008 10:44 [7]

เห็นเครื่องบินแล้วแบดก็กลัวเหมือนกันค่ะ เคยแต่บินเครื่องใหญ่ๆ พอมานั่งเครื่องเล็กๆในประเทศแล้วก็หวิวๆ ทุกที

แบดเคยอยากไปทัวร์อินเดีย ประมาณว่าตามรอยพระพุทธเจ้า กับท่าน ว.ชิเมธี แต่ไม่มีเวลาว่างเลย เสียดายมากๆเลยค่ะ

รออ่านภาคต่อไปอยู่นะคะ
bazzybazza.diaryclub.com   
Tue 22 Jul 2008 14:42 [6]

ปุ้ยมาตามสัญญาแล้วจ้าพี่พิม.....

แค่อ่านไดหน้านี้ ก้อรู้สึกสนุกล่ะ แค่วันแรก ยังเหมือนได้ผจญภัยไปนิดนุงทั้งเรื่องกล้อง เรื่องฟ้าฝน เรื่องต้องรอแขกอินเดียตื่น ยังดีที่ไปกันเยอะแยะ หลายคน ถ้าไปคนเดียวคงน่ากัวเหมือนกันนะพี่ ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ด้วย ท่าทางทริปนี้ทำให้พี่พิมซึ้งในรสพระธรรมแบบซึมลึกไปเลยนะเนี่ย อิอิ นู๋ล้อเล่งน๊า...


ปล.ปุ้ยไม่เศร้าแล้วจ้า จะบอกว่าเป็นเด็ก แต่ไม่เล็ก(ตัว) คับป๋ม กร๊ากกก


Take care ^_______^
plakrapong.diaryclub.com   
Mon 21 Jul 2008 19:43 [5]

ดีใจจังมีรูปเราติดด้วย 5555
พี่รุ้งไม่เอารูปลงเยอะๆๆละค่ะ
บือพร   
Mon 21 Jul 2008 16:40 [4]
 

แวะมาไดฯแล้วค่ะ เห็นภาพคนอยู่หลังคารถทำให้นึกถึงเมล์ที่ได้รับมาค่ะ

น่าเสียดายเหมอืนกันนะคะที่ไม่ได้เที่ยว
nongvenus.diaryclub.com   
Mon 21 Jul 2008 8:12 [3]

พี่พิมจ๋า...ปุ้ยมาแระ มาแปะไว้ก่อน สัญญาว่าพรุ่งนี้จะมาอีกรอบคับป๋ม


plakrapong.diaryclub.com   
Mon 21 Jul 2008 1:01 [2]

โหยยย..สงสาร อ.ปู่..จับจิต ตอนลืมกล้อง...พี่พิม..ศรัทธาแรงกล้าจริง ๆ หนู..คงไม่ได้ขนาดพี่งะ...
ปล...ที่ไปเม้นหนูไดอารี่หนูงะ..โดนมาก ๆ เลย..
ketkaew.diaryclub.com   
Sun 20 Jul 2008 21:25 [1]

แสดงความคิดเห็นเป็นทัศนะส่วนตน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( พุธ, 20 สิงหาคม 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

สมุดภาพเหมืองแร่

Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้453
mod_vvisit_counterเมื่อวาน3047
mod_vvisit_counterทั้งหมด6615375