Skip to content

Phuketdata

default color
Home arrow Search
ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร:อรุณรัตน์ สรรเพ็ชร PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย ปาณิศรา ชูผล มทศ.   
ศุกร์, 26 กันยายน 2008

ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

 

(เป็นตอนที่ต่อจาก สนธยา ณ ไพศาลี และ หยดน้ำตา ณ สาลวโนทยาน )

อรุณรัตน์ สรรพ็ชร

 

 

ตื่นด้วยเสียงปลุกของอาจารย์เอี่ยมนภา…..ความรู้สึกไม่อยากลุกมาเยือนอย่างแรงกล้า  พลิกตัวไปมาอยากนอนต่ออีก  ทั้ง ๆ ที่นอนก็ไม่หลับ...แต่ยังอยากนอนอยู่นั่นแหละ เห็นท่าจะไม่ได้การณ์ เลยตัดใจลุกมาอาบน้ำ.....เพียงหวังให้ความฉ่ำเย็นของสายน้ำพัดพาความหม่นมัวของหัวใจให้มลายหายไปซะที….เพี้ยง ๆ         เก็บข้าวของเสร็จ  เดินไปแง้มประตูหลังห้องออก ตอนแรกตั้งใจแค่จะแง้มดูว่าหลังห้องมีอะไร ก็เป็นอันต้องเปลี่ยนใจเปิดประตูออกกว้าง  แล้วพาตัวเองออกมารับลมชมธรรมชาติอยู่หลังห้อง   ด้วยเมื่อทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าเห็นท้องทุ่งนาที่ฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำฝนเป็นทิวแถวกว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาแล  ต้นข้าวเขียวขจีที่ลู่ลม  ครึ้มอกครึ้มใจ จนอยากปล่อยอารมณ์ให้จมดิ่งกับธรรมชาติเบื้องหน้า  อารมณ์คิดถึงบ้านเริ่มมาเยือนเป็นละลอก ๆ เหมือนเกลียวคลื่นที่ซัดซ่าเข้าหาฝั่ง เหลียวซ้ายแลขวานึกว่าไม่มีใคร กะจะฮัมเพลงชอบสักหน่อย แต่พอหันไปทางซ้ายก็พบว่าพระอาจารย์แกะมาสัมผัสธรรมชาติเช่นกัน ท่านอยู่ห้องติดกันนี่เอง ว่าทำไมท่านถึงมายืนอยู่ไม่ไกล  (เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ อิอิ)  เลยได้สนทนากับท่านอย่างได้อรรถรส   ได้ทั้งสารธรรม ได้ทั้งความรู้เรื่องทั่วไป และความรู้เรื่องที่ดินจำนวนมากของเมืองไพศาลีที่เจ้าของเป็นนายทุนจากเมืองอื่น  ส่วนคนเมืองไพศาลีต้องเช่าที่นายทุนเหล่านั้นทำนา (ด้วยระบบวรรณะ)  แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหลากหลายเรื่องราว  ก็พลันต้องแยกวงเพราะอาจารย์เอี่ยมนภามาร้องเรียกให้ไปกินข้าวต้มมื้อเช้า

 

กินข้าวเสร็จลงมารอคณะ ระหว่างรอก็ดูดอกบัวที่ปลูกไว้ในบริเวณวัด จากที่หมายตาไว้ว่าจะมาถ่ายรูปเช้านี้ ก็มีอันต้องอกหักรักคุดเพราะดอกบัวดอกนั้นไม่ยอมบานเริงร่าท้ารับไออุ่นจากแสงอรุณยามเช้า นึกโมโหตัวเองที่ไม่มีกล้องถ่ายรูป  แถมยังโมโห (เล็ก ๆ) เลยไปถึงอ.ปู่ที่ไม่ยอมถ่ายรูปให้ตั้งแต่เมื่อวาน  หวังใจว่าวัดหน้าคงมีดอกบัวที่เราชอบให้ได้ถ่ายอีกแน่นอน (กระมัง)   จนได้เวลารถเคลื่อนออกจากวัดไทยเวสาลี  เพื่อเดินทางไปยังนาลันทา เส้นทางของวันนี้คือชมมหาวิทยาลัยนาลันทาเก่า, สถูปพระสารีบุตร, นมัสการหลวงปู่องค์ดำ, และวัดเวฬุวัน วัดแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายเป็นพุทธบูชา

รถวิ่งมาถึงสะพานมหาตมะคานธีเสตุ (Mahatama Ghandhi Setu)  สะพานนี้สร้างเป็นอนุสรณ์แก่มหาบุรุษของอินเดีย คือ ท่านมหาตมะคานธี เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในอินเดีย ยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร  รถวิ่งผ่านแม่น้ำคงคาอีกครั้ง  สองข้างทางเป็นสวนกล้วยตลอดเส้นทาง  มีการนำกล้วยมาวางขายข้างทางกันอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นตลาดกล้วยล้วน ๆ (คงเป็นตลาดนัดค้าส่งกล้วย)  รถต้องหยุดจอดบนสะพานเพราะรถติดยาวเป็นกิโล  สวนทางกับขบวนรถเจ้าบ่าวบนสะพาน  วันนี้คงเป็นวันดี เพราะเส้นทางที่ผ่านมีงานแต่งหลายงาน  

        ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                                       บนสะพานมหาตมะคานธี เสตุ

 จากที่รถติดนานมาก  คนบนรถเริ่มกระสับกระส่ายเพราะไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไร มีรถนักเรียนวัยรุ่นจอดอยู่ด้านหน้า คงรู้สึกเบื่อ  เลยพากันลงจากรถมาเป็นขบวน  พอเห็นรถเรามีคนหน้าแปลก เอ๊ยแปลกหน้า ก็เข้ามาโอภาปราศรัย มาขออีเมล์  ขอที่อยู่  ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย  ฉันงงเป็นไก่ตาแตก เพราะฟังเสียงลิ้นที่ระรัวไม่ทัน (แอบเปิดกระจกรถคุยกะหนุ่ม ๆ รุ่นหลาน อิอิ)  จึงแก้ปัญหาโดยให้เขียนใส่กระดาษแนบกระจกมาให้อ่าน  เพราะเจ้าของรถไม่อนุญาตให้พวกเราลงไปเดินเอ้อระเหยลอยชายบนสะพาน คงกลัวว่าเมื่อรถเคลื่อนที่ได้พวกเราอาจจะตกค้างอยู่บนสะพาน  ก็สนุกสนานดีเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ดีแท้        เมื่อรถข้ามพ้นผ่านสะพานมหาตมะคานธีเสตุ   มาตั้งหลักบนท้องถนนที่คราคร่ำไปด้วยยวดยานพาหนะ  คนขับเล็งหาที่จอดรถเพื่อให้พวกเราได้ปลดปล่อย ด้วยนั่งหน้าเขียวกันเป็นทิวแถว เพราะอัดอั้นมานาน จะลงปล่อยบนสะพาน ก็แหมนะ ! มันมิสามารถจะทำได้   แต่ด้วยว่าบริเวณนั้นเป็นแหล่งชุมชนรถจึงต้องผ่านเลยไปป้ายแล้วป้ายเล่า หลายคนเริ่มอึดอัดรวมถึงตัวฉัน  จนลงความเห็นว่า ตรงไหนก็ได้เพราะไม่ไหวแล้ว  รถจึงต้องจอดข้างทางที่โล่ง ๆ  จากนั้นตัวใครตัวมันหาที่กำบังเอาเอง  ได้อย่างเสียอย่างนะพื้นที่นั่งก็ดูดีเสียแต่ว่ารอบตัวโล่งแจ้งเกินไป

            เมื่อตัวเบาสบายแล้ว รถเคลื่อนต่อ...อ.ปู่ให้ฉันมองหาต้นอินทผาลัมข้างทางเพื่อจะถ่ายรูป เห็นขึ้นอยู่ประปรายระหว่างทางที่ผ่าน  ลักษณะต้นและใบคล้ายต้นปาล์ม รถวิ่งช้า ๆ ประมาณ ๖๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง  เพราะสภาพท้องถนนไม่เอื้ออำนวย วิ่งได้ไม่เต็มเลนส์  ทั้งต้องหลีกฝูงสรรพสัตว์ จึงขับได้ไม่มากไปกว่านี้  ก็สบายใจดีไม่ต้องเกรงอุบัติเหตุ    ผ่านตลาด  ฉันเห็นร้านขายทองติด ๆ กันหลายร้าน อยากลงไปดูเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ เพราะอ่านพบว่าศิลปะการทำเครื่องประดับด้วยทองคำของคนอินเดียรูปแบบและฝีมือประณีตมาก  เมื่อรถติดไฟแดงฉันเพ่งตาดูผ่านกระจกรถก็เห็นว่าเครื่องประดับเหล่านั้นไม่เหมาะกับฉัน  เนื่องด้วยราคาและรูปแบบสร้อยแต่ละเส้นที่แผ่กว้างยังกะสร้อยของกระเหรี่ยงคอยาวซะขนาดนั้น ใส่ไปไม่คอเดี้ยงก็คงโดนเชือดคอเอาสร้อยไปแน่แท้

          จากนั้น รถมุ่งหน้าไปยังนาลันทา ระหว่างทางอ.ปู่ก็ยังทำหน้าที่ผู้ช่วยมัคคุเทศก์บรรยายเป็น   ระยะสลับกับพระอาจารย์ทั้งสองท่าน เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของพระอาจารย์จูมที่หนักหนาเหลือเกินในความรู้สึกของฉัน ล่วงเข้าวันที่ ๙  แล้วที่ท่านได้ทำหน้าที่พระวิทยากร พระมัคคุเทศก์ ที่ให้ความรู้  สารธรรม  ดูแลพวกเราอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  ท่านคงเหนื่อยน่าดูเพราะแทบจะไม่ได้พัก  ความรับผิดชอบในหน้าที่พระมัคคุเทศก์เยี่ยมจริง ๆ  คนที่เป็นมัคุเทศก์ถ้าถึงพร้อมด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่บวกด้วยมีใจรักแล้วไซร้รับรองว่าผู้เป็นลูกทัวร์จะโชคดีไปตลอดการเดินทาง    

          ระหว่างที่อ.ปู่จับไมค์บรรยาย ท่านนำเข้าสู่เมืองนาลันทา ด้วยการกล่าวถึงการศึกษา และ การเป็นบรมครูขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงใช้เทคนิควิธีการสอนแบบต่าง ๆ ในการเผยแผ่ธรรมะ  จนฉันเกิดความสงสัย   ยกมือถามว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้เทคนิคการสอนแบบใด ?  อ.ปู่คงไม่ได้ยินที่ฉันถามเพราะนั่งอยู่สุดท้ายรถ เลยให้ออกมาด้านหน้า พร้อมให้แนะนำตัวเอง (เหมือนเด็กนักเรียนออกหน้าชั้นเลย) ฉันทวนคำถามซ้ำว่า  อยากให้พระอาจารย์ทั้งสองท่านหรือจะเป็นอ.ปู่ก็ได้  ช่วยขยายความสงสัยของฉันหน่อยว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้เทคนิคใดในการสั่งสอนมวลมนุษยชาติ ท่านได้ใช้ระบบการสอนแบบการตั้งคำถามเหมือนโสกราตีสนักปรัชญาเอกของโลกบ้างหรือไม่?  ช่วยยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายให้ด้วย  ไม่รู้ว่าคำถามของฉันจะก่อให้เกิดอาการสับสนแก่พระอาจารย์และอาจารย์ปู่บ้างไหม? (เพราะถามเองฉันก็งงเอง ) พระอาจารย์จูมและพระอาจารย์แกะขอเวลานอกเพื่อจะหาคำตอบให้ฉัน    ด้วยการให้หยุดกินข้าวเที่ยงระหว่างทาง  ก่อนลงจากรถไปกินข้าว   พระอาจารย์จูมคงมึนกับคำถามฉัน (หรือไม่)  เพราะเมื่อฉันเดินผ่านท่านเพื่อจะลงรถ ท่านก็พูดเบา ๆ ว่า    ...(ชื่อฉัน) เรียนให้จบด๊อกเตอร์นะ (DR.)   ท่านประชดหรือเปล่านะเนี่ย ฮาฮา  เมื่อกินข้าวเสร็จรถเคลื่อนที่ พระอาจารย์มหาแกะก็เป็นผู้ให้คำตอบ  ฉันรู้สึกประทับใจในคำตอบของพระอาจารย์มหาแกะมาก  เพราะท่านตอบได้ตรงจุดที่ฉันอยากรู้  พร้อมอธิบายขยายความจนฉันสามารถจับประเด็นที่ถามได้อย่างชัดแจ้ง  ขอขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 

          ถึงคิวพระอาจารย์จูมเล่าเรื่องนาลันทา  ก่อนที่คณะของเราจะเข้าไปเยือน  ได้ความว่า  เมืองนาลันทาเป็นบ้านเกิดของอัครสาวกซ้าย-ขวา คือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร   นาลันทายังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของพุทธศาสนา  ที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลก    ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง  สะท้อนความยิ่งใหญ่ในอดีตที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างไว้เพื่อเป็นที่ศึกษาธรรมและเป็นอนุสรณ์สำหรับอัครสาวกทั้งสองท่าน    ปัจจุบันเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าหมู่บ้านสารีจักร    

         ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                                             ทางเข้ามหาวิทยาลัยนาลันทา

เมื่อรถจอดให้ลงหน้ามหาวิทยาลันนาลันทา กลิ่นไอของความเป็นสถาบันการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในอดีตเริ่มขจรขจายเข้ามาในความรู้สึก  เดินตามพระอาจารย์จูมเข้าไปด้านใน      โอ้โห! ตกตะลึงพรึงเพริศในความยิ่งใหญ่โอฬาฬารของสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยนาลันทา แห่งนี้   อากาศร้อนระอุเพิ่มขึ้น  แต่คณะก็ไม่หวั่นไหว เพราะแรงบันดาลใจในการได้เข้าไปเยือน มีพลังมากกว่าความร้อนที่มาแผดเผากาย  เข้าไปด้านในมีห้องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก พระอาจารย์จูมแนะนำให้ดูห้องนั้นห้องนี้ ฉันได้ยินมั่งไม่ได้ยินมั่งเพราะมัวแต่ใส่ใจในความอลังการของสถานที่ แต่ก็พยายามสาวเท้าให้ก้าวทันพระอาจารย์เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ ว่าในอดีตเจริญรุ่งเรืองมากเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุด มีชื่อเสียงมากที่สุด มีห้องประชุมขนาดใหญ่ บรรจุผู้ฟังได้มากกว่าพันคนขึ้นไปถึง   ห้อง, ห้องเรียนกว่า ๓๐๐ ห้อง, ห้องพระคัมภีร์ขนาดใหญ่, หอพักนักศึกษา ,โรงครัว ยุ้งฉางสำหรับการหุงหาอาหารเลี้ยงพระ, ที่พักสำหรับนักศึกษาถึง ๑๐,๐๐๐ คน พร้อมด้วยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ อีกประมาณ ๑,๕๐๐  คน  มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมาก นักศึกษาผู้เข้าใหม่ กว่าจะถูกรับเข้าสถาบันได้ จะต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้น  พระนักศึกษาแห่งนาลันทา ได้รับการยกย่องอย่างสูง พระภิกษุที่เรียนอยู่ที่นี่ มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นองค์อุปถัมภ์การเป็นอยู่ทุกอย่าง เพื่อประสงค์จะให้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้มีหลักธรรมที่ลึกซึ้งและถูกต้องทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีพระภิกษุจากต่างแดนเดินทางมาเรียนที่นี่ เช่น หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) เป็นต้น  

            ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                        ความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก

         ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

ฉันยืนดูแผนผังการขุดค้นทางโบราณคดีที่เขียนรูปให้เห็นอย่างเด่นชัด อึ้งแล้วอึ้งอีก นึก ลำดับเหตุการณ์ย้อนไปในอดีต   สถานที่แห่งนี้คงอบอวลไปด้วยเรื่องราวของงานวิชาการ  ในการเรียนการสอนอันได้แก่ วิชาพุทธปรัชญา ไวยากรณ์ วรรณคดี แพทยศาสตร์ และมีวิชาบังคับพระไตรปิฎก มองเห็นอาณาบริเวณอันโอ่โถงขนาดนี้  ก็ให้นึกสลดหดหู่ใจที่มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญอยู่ได้ประมาณ  ๘๐๐  ปี ก็เริ่มเสื่อมสลายลงพร้อมกับพระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมสูญไปจากอินเดีย แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือการที่พวกมุสลิมบุกรุก เข้ามาฆ่าและทำลาย โดยแม่ทัพชื่อบักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร ๒๐๐ คน บุกเข้ามาฆ่าพระสงฆ์ แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นไม่ลุกหนี  ไม่ต่อสู้.  บุกรุกทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทากลายสภาพเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด และยังเผาทำลายตำรับตำราต่าง ๆ ในทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยนาลันทาจนหมดสิ้น กล่าวกันว่าเผาอยู่ถึง ๓  เดือน จึงเผาหม   นั่นเป็นเรื่องที่เล่าและบันทึกสืบต่อกันมา  คำว่า สงครามไม่เคยปราณีใคร  มีมาทุกยุคสมัย  น้ำตาซึมกับสิ่งที่ได้รับรู้และไปเห็นมากับตา  จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมคนเราถึงไม่เลือกความสันติสุขเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตตามที่ศาสดาได้ให้ไว้  โลกนี้จะได้สวยงามน่าอยู่มากขึ้น

จากนั้นคณะเดินเท้าไปสักการะพระเจ้าองค์ดำ  ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านนอกกำแพงมหาวิยา ลัยนาลันทา   ต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลังประมาณ ๑ กิโลเมตร   หลวงพ่อองค์ดำ  เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองนาลันทาเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวที่สร้างจากหินดำ   ตัวฉันแยกวงไปดูพิพิธภัณฑ์นาลันทากับมาโนช  เพราะพระอาจารย์จูมบอกว่ามีต้นแบบขององค์จตุคามรามเทพอยู่ที่นั่น  เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ก็ได้เห็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ขุดค้นพบในบริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทาจำนวนมากเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวมถึงองค์ต้นแบบจตุคามรามเทพที่ว่าด้วย

 

       ตามรอยกามนิตที่ราชคฤห์นคร

                           ขนมคาจา หรือขนมขาชา ก่อนเข้ากรุงราชคฤห์   

  คณะขึ้นรถกลับเพื่อไปยังวัดเวฬุวัน  ก่อนเข้าสู่กรุงราชคฤห์พระอาจารย์แวะให้สมาชิกได้      ลิ้มชิมรสขนมคาจา หรือขนมขาชา เป็นขนมที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ขึ้นชื่อลือชามาก  อ.ปู่เอามาให้ ชิม  รสชาติเค็ม  ๆ จืด ๆ เหมือนขนมโรตีกรอบแถวบ้าน  มีคนซื้อหิ้วขึ้นมาบนรถเหมือนกัน  แต่ฉันไม่  ค่อยพิสมัยเลยไม่ได้สอยมา   ระยะทางจากนาลันทามายังกรุงราชคฤห์ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร    ยิ่งรู้ว่าใกล้กำแพงเมืองราชคฤห์มากขึ้นเท่าใด ก็ให้นึกถึงวรรณคดีเรื่องกามนิต ที่ประพันธ์โดยเสฐียรโกเศศมากขึ้นเท่านั้น    ด้วยว่าเวลาที่คณะเราเข้าใกล้กรุงราชคฤห์ใกล้เคียงกับเวลาที่กามนิตไปตามหาพระพุทธเจ้า     อ.ปู่ได้หยิบยกบทประพันธ์ตอนหนึ่งในเรื่องกามนิตมากล่าวว่า..        ขณะที่พระองค์เสด็จมาใกล้เบญจคีรีนคร คือ ราชคฤห์  เป็นเวลาจวนทิวาวาร   

        แดดในยามเย็นกำลังอ่อนลงสู่สมัย โกล้วิกาล ทอแสงแผ่ซ่านไปยังสาลีเกษตร    

        แลละลิ่วเห็นเป็นทางสว่างไปทั่วประเทศสุดสายตา ประหนึ่งมีหัตถ์ทิพย์มาปก

        แผ่อำนวยสวัสดี เบื้องบนมีกลุ่มเมฆเป็นคลื่นซ้อนซับ สลับกันเป็นทิวแถว ต้อง

       แสงแดดจับเป็นสีระยับวะวับแวว ประหนึ่งเอาทรายทองไปโปรยปราย เลื่อนลอย

       ลิ่วๆ เรื่อยๆ รายลงจรดฟ้า ชาวนาและโคก็เมื่อยล้าด้วยตรากตรำทำงาน ต่างพา

       กันเดิมดุ่มๆ  เดินกลับเคหสถาน  เห็นไรๆ เป็นรัศมีแห่งสีรุ้ง  อันกำแพงเชิงเทิน

       ป้อมปราการที่ล้อมกรุง  รวมทั้งทวารบถทางเข้านครเล่า มองดูในขณะนั้นเห็น

       รูปเค้าได้ชัดถนัดแจ้งดั่งว่านิรมิตไว้  มีสุมทุมพุ่มไม้ดอกออกดก  โอบอ้อมล้อม

      แน่นเป็นขนัด  ถัดไปเป็นทิวเขาสูงตระหง่าน  มีสีในเวลาตะวันยอแสง ปานจะ

      ฉายไว้เพื่อแข่งกับแสงมณีวิเศษ   มีบุษราคบัณฑรวรรณและก่องแก้วโกเมน

      แม้ร่วมกันให้ พ่ายแพ้ฉะนั้น            แค่บทเริ่มต้นที่ อ.ปู่ได้พรรณนาโวหาร ทำเอาฉันลุกนั่งไม่ติดด้วยพิสมัยใคร่ทัศนาราชคฤห์นคร  ฉันจับประเด็นหรือแก่นของเรื่องกามนิต (ภาคพื้นดิน) ได้ความว่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก และทุกข์ที่เกิดจากรัก จนต้องพึ่งพิงธรรมะในการดับทุกข์    มีตัวละครสำคัญ ได้แก่ กามนิต  วาสิฏฐี  สาตาเคียน  องคุลีมาล  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระอานนท์ และพระสารีบุตร    วงจรชีวิตของกามนิตผู้นี้ว่ายวนอยู่ในวงเวียนแห่งกามะ (ความต้องการ) จนต้องพบกับความเจ็บปวดในเรื่องความรักจากที่วาสิฏฐีถูกพรากไปแต่งงานกับคนอื่น นำมาซึ่งความเศร้าสลดให้กามนิตอย่างหาที่สุดมิได้   จนทำให้กามนิตผู้แคล่วคล่อง ว่องไว  มีความสามารถ จนเป็นที่มาของคำกล่าวว่า รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม   เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว   กามนิตเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์จากคนรอบข้าง จนมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพบกับพระพุทธเจ้า เพียงเพราะต้องการพบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์    แต่อนิจจาเพราะความดื้อรั้นของตนเองเป็นเหตุ  ด้วยร้อนรนจะไปเฝ้าเบื้องบาทพระศาสดา โดยหารู้ไม่ว่าบุคคลที่ตนเองเสาะแสวงหาได้มาอยู่ตรงหน้า และได้สนทนาวิสาสะด้วยเป็นเวลาค่อนคืนในบ้านช่างปั้นหม้อ  กามนิตจึงถูกโคบ้าขวิดตาย ณ กำแพงกรุงราชคฤห์นั่นเอง  กระทั่งกามนิตได้สิ้นชีพไปพร้อมกับคำพูด พระแม่คงคาสวรรค์และวาสิฏฐี  จนเป็นที่มาของคำว่า   ทางช้างเผือกและแดนสุขาวดี    นี่คือสิ่งที่ฉันจับประเด็นได้จากอ.ปู่           คณะลงที่วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย  ส่วนฉันไปตลาดกับแม่ชีอรัญญา   และลาวาเฉกเช่นเมื่อวาน  เพื่อช่วยเลือกซื้อผักผลไม้มาปรุงอาหารสำหรับพรุ่งนี้   ตลาดในเมืองราชคฤห์คราค่ำไปด้วยฝูงชนสมกับเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีต  เดินกันขวักไขว่เต็มท้องถนนไปหมด หลายครั้งที่ฉันเดินตามลาวาไม่ทันเพราะมัวแต่หยุดดูของที่วางขายข้างทางและเบียดเสียดกับฝูงชนแปลกหน้า หรือไปพบอะไรที่ไม่เคยเห็นก็หยุดดูจนลาวาต้องมาตามหลายครั้งเพราะกลัวจะพลัดหลงจากกัน             กลับมาถึงวัดฉันต้องเข็นกระเป๋าไปกลับระหว่างด้านหน้าวัดกับที่พักด้านในถึงสองครั้งสองครา  เพราะสมาชิกบอกว่าไม่มีห้องนอน  ครั้งแรกพรรคพวกเข็นกระเป๋ามาไว้ด้านใน  ก็ต้องเข็นออกไปอีก และก็ต้องเข็นกลับมาอีกรอบเมื่อพระอาจารย์จูมบอกว่าได้ห้องพักแล้ว  เป็นห้อง VIP ซะด้วย  ฉันให้สงสัยใคร่รู้เลยถามพระอาจารย์ว่าห้องพิเศษที่ว่านี้เพราะอะไร  ท่านตอบว่าห้องนี้จัดให้พักเฉพาะพระผู้ใหญ่ แขกพิเศษ และนักศึกษาปริญญาเอกเท่านั้น   ฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวที่จะได้ตามรอยคนเก่ง (ด๊อกเตอร์ทั้งหลาย)  กลัวนอนไม่หลับ เลยขอยืมหนังสือของพระอาจารย์มาอ่าน  ท่านเลือกหนังสือของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ประยุตฺโต)  เรื่องจาริกบุญ จารึกธรรม ให้   คืนนี้ฉันตั้งอกตั้งใจอ่านเป็นพิเศษ เพราะได้ทบทวนความรู้ความจำในเส้นทางที่ไปเยือน  ยิ่งอ่านยิ่งสนุก วางไม่ลง แต่เกรงใจ อ.เอี่ยมนภา  เพราะท่านต้องตื่นตี ๔  เพื่อขึ้นเขาคิชกูฏ  ตัดใจปิดหนังสือและปิดไฟ......เพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรารมย์ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบในวัดไทยสิริราชคฤห์ 
Posted on Fri 26 Sep 2008 12:35
ขอบคุณสำหรับเรื่องกามนิตค่ะ กระจ่างซักทีว่าเค้าเป็นใคร

เดินทางจากญี่ปุ่นไปเดลีใช้เวลา 8 ชั่วโมงค่ะ
จากกรุงเทพฯไปก็น่าจะซัก 3-4 ชั่วโมงได้นะคะ

bazzybazza.diaryclub.com   
Fri 26 Sep 2008 10:17 [2]

และแล้วก็เข็นไดออกมาได้สำเร็จ ยาวเหยียดเป็นกิโล อิอิ เอาให้อ่านกันแบบสะใจไปเลยเนาะ..
จขด.   
Fri 26 Sep 2008 8:09 [1]

เสนอแนะเพิ่มเติมเสริมแต่ง

 

ก่อนหน้านี้มีเรื่องอันใดฤๅ

 

ตอนก่อนหน้านี้ ของพิมพิกา ชุดเที่ยวอินเดีย
ปฐมเหตุของการเดินทางไปอินเดีย 
ก้าวแรกที่โกลกัตตา
อรุณรุ่งที่พุทธคยา

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ศุกร์, 26 กันยายน 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

สมุดภาพเหมืองแร่

Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้190
mod_vvisit_counterเมื่อวาน2850
mod_vvisit_counterทั้งหมด6518925